แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด

บนเส้นทาง...พลังแห่งความยั่งยืน

บนเส้นทาง...พลังแห่งความยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของวารสารพลังไทย และ วิชาการ.คอม
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx




กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ

กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วยการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ ดำเนินการโดยบริษัทย่อยของ ปตท. คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) และหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ซึ่งทำหน้าที่จัดหาก๊าซธรรมชาติจากทั้งในและต่างประเทศ ขนส่งก๊าซธรรมชาติผ่านระบบท่อส่ง แยกก๊าซธรรมชาติและจัดจำหน่าย นอกจากนั้นยังมีการลงทุนในบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ปตท. ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านบริษัทย่อยได้แก่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) โดย ปตท. ถือหุ้นใน ปตท.สผ. สัดส่วนร้อยละ 65.73 ของทุนที่ออกและชำระแล้วของ ปตท.สผ. ซึ่งส่งผลให้กลุ่ม ปตท. ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีการลงทุนในประเทศไทย จำนวน 15 โครงการ ลงทุนในพื้นที่คาบเกี่ยว 2 โครงการ และลงทุนในต่างประเทศ 21 โครงการ อยู่ในประเทศสหภาพพม่า เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย โอมาน แอลจีเรีย อียิปต์ อิหร่าน บาห์เรน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

เป็นหน่วยงานภายในของ ปตท. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ ดังต่อไปนี้

การจัดหาก๊าซธรรมชาติ

ปตท. เป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 14 ฉบับ แบ่งเป็นสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติในประเทศจำนวน 12 ฉบับ ได้แก่สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติยูโนแคล 1 (แหล่งเอราวัณ), สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติยูโนแคล 2-3, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติแหล่งบงกช, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งไพลิน, สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งทานตะวัน/เบญจมาศ, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งน้ำพอง, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเจดีเอ A-18, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเจดีเอ B-17&C-19 และ B17-01 และสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภูฮ่อม, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยูโนแคล 123 (ส่วนเพิ่ม), สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์เหนือ และสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างประเทศ อีกจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและแหล่งซื้อก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานาและแหล่งซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุนในสหภาพพม่า

ทั้งนี้ การจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ส่วนใหญ่จะมาจากแหล่ง/แปลงสัมปทานก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย โดยมีปริมาณและสัดส่วนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ในช่วงปี 2548-2550



ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

เมื่อผู้ขายก๊าซธรรมชาติได้ส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้กับ ปตท. ที่จุดส่งมอบแล้ว ก๊าซธรรมชาติทั้งหมดจะถูกส่งไปยังลูกค้าต่างๆ โดยผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

ปัจจุบัน ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. (รวมท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ขอใช้โดยมีค่าตอบแทนจากกระทรวงการคลัง) มีความยาวรวมประมาณ 3,180 กิโลเมตร ซึ่งประกอบด้วยระบบห่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ความยาวประมาณ 1,397 กิโลเมตร และระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล ความยาวประมาณ 1,783 กิโลเมตร (ไม่รวมระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ หรือ Distribution Pipeline อีกประมาณ 770 กิโลกรัม) โดยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. จะต่อเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติต่างๆ ในอ่าวไทย และท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและเยตากุน สหภาพพม่า ที่ชายแดนไทย – สหภาพพม่า เข้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติและลูกค้าอุตสาหกรรม

ภายในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ยังประกอบด้วยหน่วยควบคุมจุดกลั่นตัวของก๊าซธรรมชาติ (Dew Point Control Unit) และอุปกรณ์รวมก๊าซธรรมชาติ (Common Header) ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อควบคุมคุณภาพก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ ในอ่าวไทยให้มีค่าความร้อนคงที่เป็นหนึ่งเดียวและมีคุณภาพเดียวกันทั้งระบบ

การจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ

ปตท. จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตไฟฟ้า ได้แก่ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระและผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมโดยตรงผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบัน ปตท. มีลูกค้าอุตสาหกรรมทั้งสิน 244 ราย นอกจากนี้ ปตท. ยังได้นำก๊าซธรรมชาติบางส่วนผ่านเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท.โดยผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติจะถูกจำหน่ายผ่านหน่วยธุรกิจน้ำมันของ ปตท.

โรงแยกก๊าซธรรมชาติ

นอกจาก ปตท. จะจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้กับลูกค้าโดยตรงแล้ว ปตท. ได้นำก๊าซธรรมชาติบางส่วนผ่านเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เพื่อเพิ่มมูลค้าให้กับก๊าซธรรมชาติและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ประกอบด้วย ก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือก๊าซหุงต้ม และก๊าซโซลีนธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีผลพลอยได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้

ปัจจุบัน ปตท. เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในประเทศไทย มีโรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้งสิ้น 5 โรง มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติได้สูงสุด 1,710 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติให้กับลูกค้าปิโตรเคมีจะเป็นไปตามสูตรราคาที่ตกลงกับลูกค้าเป็นรายๆ ไปโดยจะอ้างอิงกับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลก ส่วนราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) และก๊าซโซลีนธรรมชาติซึ่งจัดจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกผ่านหน่วยธุรกิจน้ำมันของ ปตท. จะอิงกับราคาตลาดโลก

โครงการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์

เพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในภาคขนส่ง ลดผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ ที่สนับสนุนให้ใช้เชื้อเพลิงที่สามารถจัดหาได้จากแหล่งภายในประเทศ ปตท. ได้เริ่มนำ NGV (Natural Gas Vehicles) มาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับรถโดยสารประจำทาง NGV ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตั้งแต่ปี 2536 และมีการขยายตลาด NGV อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมียานยนต์ที่ใช้ NGV ประมาณ 55,868 คัน โดยมีสถานีบริการก๊าซ NGV ที่เปิดบริการแล้ว 166 สถานี กรุงเทพฯ และปริมณฑล 90 สถานี ต่างจังหวัด 76 สถานี และมียอดจำหน่าย NGV เฉลี่ยเดือนธันวาคม 2550 ประมาณ 36.5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันโดย ปตท. มีเป้าหมายให้ใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนน้ำมันในภาคขนส่งร้อยละ 20 เป็นปริมาณ 417 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปี 2555

กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย

กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลายประกอบด้วยหน่วยธุรกิจน้ำมันรับผิดชอบการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีสายงานสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ หน่วยบริหารและปฏิบัติการคลัง การบริหารและการจัดหา และจัดส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และการขายก๊าซปิโตรเลียมเหลวในตลาดขายส่งให้แก่ผู้ค้าตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมี และหน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีและการกลั่น

หน่วยธุรกิจน้ำมัน

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ปตท. จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย 2 ช่องทางหลัก ได้แก่

การตลาดค้าปลีก ซึ่งเป็นการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ปัจจุบันมีจำนวน 1,198 แห่ง ถึงแม้ว่าการแข่งขันเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยคู่แข่งจะทวีความรุนแรงขึ้น ปตท. ยังสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดในระดับสูงที่สุดอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 15 และในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ปตท.ชะลอการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลช้ากว่าผู้ค้าน้ำมันรายอื่นเพื่อรับภาระแทนผู้บริโภค

นอกจากนั้น ปตท. ยังได้พัฒนาสถานีบริการแบบครบวงจร เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยและสะดวกสบาย โดยใช้กลยุทธ์ในการลงทุนธุรกิจเสริมต่างๆ เช่น ร้านค้าสะดวกซื้อภายในสถานีบริการ ร้านอาหาร ศูนย์บริการน้ำหล่อลื่น บริการล้างรถอัตโนมัติร้านกาแฟและธนาคาร เป็นต้น รวมถึงพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าน้ำมันมากขึ้น

การตลาดพาณิชย์ เป็นการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม บริษัทสายการบิน การเดินเรือขนส่ง หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ กลุ่มลูกค้าก๊าซหุงต้ม และการจัดจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศนอกเหนือจากการจัดจำหน่ายใน 2 ส่วนหลักๆ แล้ว ยังมีการจัดจำหน่ายน้ำมันประมงในเขตต่อเนื่อง 12-24 ไมล์ทะเล และการจัดจำหน่ายน้ำมันในทะเลนอกราชอาณาจักรอีกด้วย


หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

ดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งแบ่งออก เป็นธุรกิจการค้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสท ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี การบริหารความเสี่ยงจากการค้าน้ำมัน และการจัดหาการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ กิจกรรมในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ครอบคลุมการจัดหาและการค้าระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของ ปตท. และบริษัทในกลุ่มในการแข่งขันทำกำไร และเพื่อพัฒนาความสามารถในการทำกำไรจากการค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เนื่องจากในอดีตประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาโดยตลอด ปตท. จึงมีความคุ้นเคยกับธุรกรรมประเภทนำเข้า (OUT-IN Trading) แต่หลังจากการเปิดดำเนินการของโรงกลั่นน้ำมันระยอง และสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง ทำให้รูปแบบธุรกรรมเปลี่ยนไปเป็นแบบส่งออก (IN –OUT Trading) กล่าวคือ การส่งน้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินจากความต้องการในประเทศออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ส่วนธุรกรรมแบบการค้าในต่างประเทศ (OUT – OUT Trading) นั้น เป็นรูปแบบธุรกรรมหนึ่งที่ดำเนินการโดย ปตท. ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้จากส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาขายซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด

การดำเนินธุรกิจการค้าสากล สามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

1. ธุรกิจการค้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสท ปตท. ดำเนินธุรกิจการจัดซื้อ การขาย การค้าและการขนส่งน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากแห่งในประเทศและต่างประเทศให้กับโรงกลั่นรวมถึงการวิเคราะห์หาโอกาสทางการค้า การแลกเปลี่ยน (Physical Swap) การจ้างกลั่น (Processing) น้ำมันดิบและคอนเดนเสทเพื่อผลกำไรและความสมดุลในระบบ รวมทั้งการดูแลให้มีการใช้น้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ผลิตได้ในประเทศอย่างคุ้มค่า

2. ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง ปตท. ดำเนินการจัดหา นำเข้า ส่งออก และทำการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์หาโอกาสในการทำการค้า การแลกเปลี่ยน น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและก๊าซปิโตรเลียมเหลว ทั้งนี้ได้จัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโรงกลั่นในประเทศทั้งในส่วนที่ ปตท. ถือหุ้นและที่ไม่ได้ถือหุ้นเพื่อนำไปส่งออกในตลาด รวมถึงการทำธุรกรรมอื่นๆ เช่น การทำ Location Swap และการทำ Blending เป็นต้น

3. ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ปตท. ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบสำหรับโรงงานปิโตรเคมีของบริษัทในกลุ่ม และดำเนินการค้าและการตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลัก และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากโรงงานปิโตรเคมี โดยครอบคลุมตลาดในประเทศและต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสี ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมน้ำมัน

ปตท.เป็นผู้ทำการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) และยังเป็นตัวกลางส่งออกผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท อัลลายแอนซ์รีไฟน์นิ่ง จำกัด และบริษัทอื่นๆ โดยวิธีการเข้าไปประมูลราคา

เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน ปตท. ยังได้มีสายงานสนับสนุนในการบริหารความเสี่ยงจากการค้าน้ำมัน และการจัดหาการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศอีกด้วย

หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น

ปตท.ได้ลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นผ่านบริษัทในเครือ ซึ่ง ปตท. มีการทำธุรกิจในลักษณะปกติทั่วไป (Arm’s Length Basis) โดยบริษัทหลักที่ ปตท.เข้าร่วมลงทุน มีดังนี้ 1.บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด 3.บริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด 4.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด 6.บริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด 7.บริษัท พีทีที โพลีนเมอร์โลจิสติกส์ จำกัด 8.บริษัท เอ็นพีทีซี เมนเทนแนนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง เซอร์วิส เซส จำกัด 9.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) 10.บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) 11.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด 12.บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ธุรกิจปิโตรเคมี ปตท. ลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรผ่านบริษัทในกลุ่มรวมทั้งสิ้น 8 บริษัท ซึ่งผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และเม็ดพลาสติก พร้อมดำเนินธุรกิจการตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งให้บริการสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์ครบวงจร

ธุรกิจการกลั่น ปตท. ลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นผ่านบริษัทในกลุ่มรวมทั้งสิ้น 4 บริษัท โดยดำเนินธุรกิจขายน้ำมันดิบ ที่ ปตท.จัดหามาจากแหล่งน้ำมันในประเทศและต่างประเทศให้กับโรงกลั่นทั้ง 4 บริษัท ซึ่งน้ำมันดิบจากแหล่งในประเทศทั้งหมดจะขายให้กับบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นอกจากนั้น ยังรับซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากทั้ง 4 โรงกลั่น เพื่อจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ ปตท. รับซื้อจะอ้างอิงจากสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. ในบริษัทนั้นๆ

การกำกับดูแลกิจการ

ปตท. เป็นบริษัทจดทะเบียนที่บริหารจัดการธุรกิจด้วยหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาโดยตลอด นับตั้งแต่แปลงสภาพเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี 2544 โดยคณะกรรมการได้จัดให้มีนโยบายกำกับดูแลกิจการไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผลของการดำเนินการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีดังกล่าว คือ การได้รับรางวัล ได้รับการจัดอันดับจากองค์กร/หน่วยงาน/สถาบันของภาครัฐและภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศตลอดมา ดังปรากฏจากรางวัลต่างๆ ที่ได้รับในปี 2550 อาทิ

รางวัล Asia’Best Managed and Governed Companies Poll 2008 โดยนิตยสาร Euromoney จำนวน 5 รางวัล

รางวัล Recognition Awards 2007, The Best of ASIA โดยนิตยสาร Corporate Governance Asia ของประเทศฮ่องกง

รางวัลคณะกรรมการแห่งปีดีเลิศ (Board of The Year for Exemmplary Practices) ประจำปี 2549/50 และรางวัลประกาศเกียรติคุณพิเศษสำหรับคณะกรรมการบริษัทที่มีผลงานดีต่อเนื่อง (ต่อเนื่อง 3 ครั้ง) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2550 โดยกระทรวงการคลัง 3 รางวัล

รางวัลคุณภาพแห่งชาติ Thailand Quality Award (TQA) 2006 แก่โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง โดยคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550

คณะกรรมการ ปตท.มีเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูกิจการที่ดี โดยนำหลักเกณฑ์การกับดูแลกิจการที่ดี และระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาเป็นปัจจัยหลักในการเสริมสร้างองค์กรให้มีระบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นพื้นฐานของการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดย ปตท. ได้มีการกำหนดไว้ในข้อบังคับของ ปตท. ว่า “บริษัทฯ ต้องจัดทำนโยบายเกี่ยวกับจรรยาบรรณทางธุรกิจ ตลอดจนจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของคณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายจัดการ และพนักงาน ตามระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติขององค์กรที่ได้มาตรฐานและเป็นแนวทางที่ถูกต้อง” และจากข้อบังคับบริษัทดังกล่าว ได้มีการจัดทำเป็นระเบียบบริษัทว่าด้วยการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตั้งแต่ปี 2544 พร้อมทั้งจัดทำคู่มือหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ ปตท. ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีได้กำหนดจรรยาบรรณและข้อพึ่งปฏิบัติที่ดีของคณะกรรมการรวมทั้งได้พิจารณาทบทวน ปรับปรุงเนื้อหาในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ ปตท. ฉบับเดิม เพื่อให้มีความสมบูรณ์และเป็นไปตามหลักสากลปฏิบัติยิ่งขึ้น โดยการจัดลำดับหัวข้อและเพิ่มเติมสาระให้ครบถ้วน เพื่อให้ครอบคลุมเรื่องการปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้นการส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิโดยครอบคลุมสิทธิพื้นฐานตามกฎหมาย เช่น การมีส่วนแบ่งในกำไรของกิจการ การซื้อขายหรือโอนหุ้น การได้รับข่าวสารข้อมูลของกิจการอย่างเพียงพอ การเข้าร่วมประชุมเพื่อใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการ กำหนดค่าตอบแทนกรรมการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดจำนวนเงินค่าสอบบัญชี และเรื่องที่มีผลกระทบต่อบริษัท ซึ่งเนื้อหาจะสอดคล้องกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีดังกล่าวข้างต้น โดยจัดพิมพ์เป็นคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1/2548 ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานลงนามรับทราบและถือปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้พิจารณานำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ปี 2549 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ ปตท. มาเป็นแนวทางปฏิบัติ

หลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ ปตท.

1. ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ และการกระทำของตนเองและสามารถชี้แจง/อธิบายการตัดสินใจนั้นได้ หรือ Accountability

2. ความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วยขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่เพียงพอ หรือ Responsibility

3.การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียมกัน เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และมีคำอธิบายได้ หรือ Equitable Treatment

4. ความโปร่งใสในการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หรือ Transparency

5. การมีวิสัยทัศน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการในระยะยาวหรือ Vision to Create Long Term Value

6. การมีจริยธรรม/จรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ หรือ Ethics


คุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้าง ปตท. สู่การเป็นบริษัทไทยชั้นเลิศในเวทีระดับนานาชาติ (Build the Premier Thai Multinational) ทำให้ ปตท.ยิ่งเพิ่มความใส่ใจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น โดยในส่วนของการบริหารระบบคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Quality, Safety, Health and Environment : QSHE) :ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้มีการวิเคราะห์และประเมินโดยพิจาณาถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาว่างแผนกำหนดนโยบาย ทิศทางการบริหาร จัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

ปตท. ได้เลือกสรรเครื่องมือ มาตรฐาน ตลอดจนเทคโนโลยีควบคุมความเสี่ยงในระดับมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ในองค์กรซึ่งจากการบริหารจัดการตามแนวทางเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award: TQA) ในกลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติอย่างจริงจัง ทำให้โรงแยกก๊าซธรรมระยองได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ ประจำปี 2549 จากนั้นได้ขยายการบริหารจัดการมายังสายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และสามารถผ่านเกณฑ์การบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class : TQC) ในปี 2550

การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการ QSHE อื่น ๆ ที่สำคัญอาทิ

การควบคุมและป้องกันความสูญเสียด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ นอกจากการดำเนินงานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามมาตรฐาน มอก./OHSAS18001 แล้ว ปตท. ได้มุ่งเน้นไปที่การดำเนินการเชิงป้องกันเพื่อควบคุมและเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อพนักงานและแรงงานจ้างเหมา อาทิ จัดหาแนวปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผลักดันให้มีการรายงานเหตุการณ์เกือบอุบัติเหตุจัดทำคู่มือการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัยและระเบียบปฏิบัติในการใช้รถยนต์ ผลักดันให้บริษัทแรงงานจ้างเหมาจัดให้มีการตรวจสุขภาพทางอาชีวอนามัยตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคจิตติดต่อร้ายแรง เป็นต้น

นอกเหนือไปจากพนักงานและแรงงานจ้างเหมาแล้ว ปตท.ยังคำนึงถึงผู้ส่งมอบ ผู้รับเหมา และลูกค้า อาทิ การสนับสนุนการติดตั้งระบบน้ำดับเพลิงฉุกเฉินให้โรงบรรจุก๊าซหุงต้มเอกชนการจัดทำคู่มือการดำเนินงานด้าน QSHE สำหรับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และตรวจสอบการดำเนินการอย่างเคร่งครัดทั้งสถานีบริการที่เป็นของ ปตท. เอง รวมไปถึงสถานีบริการที่เป็นของตัวแทนจำหน่าย

การบริหารจัดการเพื่อควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปตท. มุ่งเน้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุก และให้ความสำคัญในภาพของสายโซ่ธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อม” ดูแลการบริหารจัดการทั้งด้านเทคนิค สิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย รวมทั้งการประชาสัมพันธ์/มวลชนสัมพันธ์ตลอดจนดำเนินการตรวจสอบและจัดทำฐานข้อมูลการระบายมลพิษเพื่อจัดทำแผนมลพิษของทั้งระยะสั้นและระยะยาว คิดเป็นเงินลงทุนเพื่อปรับลดมลพิษของทั้งกลุ่ม ปตท. กว่า 10,000 ล้านบาท รวมทั้งเข้าร่วมในโครงการจัดทำฐานข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Life Cycle Inventory Database)ของประเทศไทย และวางแผนที่จะนำหลักการจัดหาพัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาปฏิบัติอีกด้วย

การศึกษา PTT Group Strategic Direction on Climate Change ปตท. ได้ดำเนินการศึกษาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมกระบวนการทำงานโดยตรงในภาพรวมของกลุ่ม ปตท.เพื่อนำมาวางแผน กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ในการควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

การพัฒนาความคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ปตท. ได้พัฒนาโครงการบริหารคุณภาพ/เพิ่มผลผลิต โดยมีพื้นฐานเกณฑ์การดำเนินโครงการฯมาจากเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) โดยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับขนาดของหน่วยงานระดับฝ่าย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดความคิดเชิงนวัตกรรม และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างครบถ้วน
การเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการด้านคุณภาพและความปลอดภัย ปตท. ได้ริเริ่มนำ การดำเนินงาน TPM (Total Productive Maintenance ) ตามแนวทาง JIPM (Japan Institute of Plant Maintenance) มาประยุกต์ใช้ เพื่อควบคุมความเสี่ยงในกระบวนการทำงานการผลิตให้มีความต่อเนื่องสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงตามความต้องการและเวลาที่ลูกค้ากำหนด รวมทั้งเกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน


การพัฒนาเครือข่ายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปตท. ร่วมเป็นแกนนำ ตลอดจนเป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อเป็นกลไกผลักดันสู่ความยั่งยืนขององค์กรและของประเทศ อาทิ กลุ่มองค์กรเครือข่ายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก (World Business Council for Sustainable Development : WBCSD) คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) องค์กรความร่วมมือระหว่างบริษัทน้ำมันของประเทศในกลุ่มเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Council on Petroleum : ASCOPE) และสมาชิก Oil Spill Response & East Asia Response Limited : OSRL/EARL สำหรับการสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันหกล้นในทะเล เป็นต้น

ความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน

ในปี 2550 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษาครบ ๘0 พรรษา แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปตท. ถือเป็นปฐมฤกษ์ในการเปิดตัว โครงการ “รักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง” เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในตำบลต่างๆ โดยมีเป้าหมาย 84 ตำบลทั่วประเทศ ที่สำคัญโครงการนี้เป็นการสานต่อจากโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ล้านไร่ ที่ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2545 ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับในการดูแลรักษาป่าให้ต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาที่จิตใจของชุมชนให้รักษ์ป่าและพัฒนาตนเองได้อย่างเข้มแข้งภายใต้วิถีพอเพียง

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ปตท. ได้มุ่งมั่น ทุ่มเท พลังใจ สร้างสรรค์และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนสังคมและประเทศชาติ ด้วยความยึดมั่นจรรยาบรรณว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่องเสมอมา
สังคมและชุมชน ปตท. พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกครั้งที่เกิดภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในยามที่พี่น้องชาวไทยต้องประสบกับความเดือดร้อน อาทิ โครงการกรมทรัพย์ฯ -กฟภ.-ปตท.-กปภ.-ทบ.ร่วมใจสู้ภัยแล้ง ปตท. ร่วมใจต้านภัยหนาว ตลอดจนมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ โครงการ PTT Tune Up ช่วยชาติประหยัดพลังงาน โครงการขับขี่ปลอดภัยรักวินัยจราจร โครงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจราจร โครงการปันน้ำใจชุมชนซึ่งเปิดคลินิกรักษาพยาบาลฟรีและจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้าบริการตรวจรักษาและให้ความรู้เบื้องต้นทางสาธารณสุขแก่ชุมชน สนับสนุนมูลนิธิกองทุนระยองแข็งแรง การสนับสนุนสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน


สิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลการจัดการให้มีผลกระทบน้อยที่สุดแล้ว ปตท.ยังดูแลรักษาป่าร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอบพื้นที่อย่างเข้มแข็ง ตลอดจนขยายผลสู่โครงการต่อเนื่องและกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีก ได้แก่ โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โครงการรางวัลลูกโลกสีเขียว โครงการทองผาภูมิตะวันตก โครงการจัดการทรัพยากรชีวภาพชายฝั่งทะเลถึงยอดเขา พื้นที่หาดขนอม – เขานัน โครงการค่ายเยาวชน ปตท. อนุรักษ์ทะเลไทย นอกจากนั้น ปตท. ยังได้สร้าง “อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๕0 พรรษา” ในสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จ.ระยองซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์สมุนไพรกว่า 270 ชนิด และเป็นสวนแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ของภาคตะวันออก รวมทั้งจัดทำโครงการสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ มาบตาพุด โครงการระยองเมืองสีเขียว สนับสนุนมูลนิธิกองทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมชุมชนเมืองมาบตาพุดและบ้านฉาง จ.ระยอง และสนับสนุนการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ณ วิทยาเขตโป่งสลอดมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี อีกด้วย

การศึกษา ปตท. ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน หรือ สสวช. ร่วมกับ 15 สถาบันการศึกษาเปิด “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” มีเป้าหมายหลักในการผลิตบัณฑิตจากกลุ่มผู้นำชุมชนที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาท้องถิ่นนอกจากนั้น ปตท. ยังมีโครงการก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารห้องสมุด ปตท. “พลังไทย เพื่อไทย” นับตั้งแต่ปี 2536 และมีการส่งเสริมความรู้สู่เยาวชนในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โครงการรถนิทรรศการเคลื่อนที่ “ เปิดโลกก๊าซธรรมชาติ” โครงการค่ายสะพานความรู้สู่ท้องถิ่น โครงการค่ายเยาวชนอนุรักษ์พลังงาน Generation P โครงการความร่วมมือพัฒนาวิชาชีพช่างเทคนิค และโครงการ ปตท. (5ส) สู่โรงเรียน โครงการ ปตท.ร่วมสานฝันนักประดิษฐ์ใช้พลังงานอย่างยั่งยืน อีกทั้งสนับสนุนการจัดแข่งขัน Money Management Award 2007 (MMA) สนับสนุนการแข่งขันแผนธุรกิจ Thammasat Asia Moot Corp 2007 และสนับสนุนโครงการประกวดแผนธุรกิจใหม่แห่งชาติครั้งที่ 3 คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

ศิลปะและวัฒนธรรม จัดการประกวดและแสดงผลงาน “ศิลปกรรม ปตท.” ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร มากว่า 20 ปี อีกทั้งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยทักษิณขยายผลสู่การประกวดศิลปกรรม ปตท. เยาวชนภาคเหนือและภาคใต้ นอกจากนั้น ยังร่วมกับชาวลำปางอนุรักษ์ประเพณีตีกลอง ปูจา โดยจัดสร้างหอกลองปูจา เขลางค์นคร ณ วัดเจดีย์ซาวหลังเพื่อเป็นศูนย์รวมใจในการสืบสานและถ่ายทอดประเพณีสู่ลูกหลานพร้อมจัดการประกวดตีกลองปูจาและจัดค่ายเยาวชนอนุรักษ์ประเพณีตีกลองปูจา เป็นต้น

การกีฬา ส่งเสริมกีฬาให้มีการพัฒนาครบวงจรด้วยการสนับสนุนกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพื่อสร้างความพร้อมและความแข็งแกร่งให้แก่นักกีฬาไทย ตั้งแต่ระดับเยาวชนต่อเนื่องจนถึงมืออาชีพ โดยสนับสนุนสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 4 อีกทั้งสนับสนุนสมาคมมวลปล้ำสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย นอกจากนั้น ยังได้สนับสนุนการจัดการแข่งขันเทนนิสเยาวชนและเทนนิสอาชีพระดับโลกในประเทศไทย อาทิ พีทีที จูเนียร์ แชมเปี้ยนชิพ เทนนิสอาชีพระดับโลก คือ เอทีพี ไทยแลนด์ โอเพ่น และพีทีที ไทยแลนด์ โอเพ่น เป็นต้น และยังสนับสนุนการแข่งขัน “ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ” และสนับสนุนการจัดงานกีฬามหาวิทยาลัยโลก ครั้งที่ 24 อีกด้วย


พลังงานลม

ลมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้ หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่างๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น

เทคโนโลยีกังหันลม
กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้ เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ หรือในปัจจุบันใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ประโยชน์มีมาตั้งแต่ชนชาวอียิปต์โบราณและมีความต่อ เนื่องถึงปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ของลมและหลัก วิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่างๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และประสิทธิภาพสูงสุด

รูปแบบเทคโนโลยีกังหันลมกังหันลมสามารถแบ่งออกตาม ลักษณะการจัดวางแกนของใบพัดได้ 2 รูปแบบ คือ
1. กังหันลมแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Turbine (VAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่นที่ของลมในแนว ราบ
2. กังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Turbine (HAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ
โดยมีใบพัดเป็นตัวตั้งฉากรับแรงลม

ส่วนประกอบของ เทคโนโลยีกังหันลม1. กังหันลมเพื่อสูบน้ำ (Wind Turbine for Pumping) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล
เพื่อใช้ในการชักหรือสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงเพื่อใช้ในการเกษตร การทำนาเกลือ การอุปโภคและการบริโภค
ปัจจุบันมีใช้อยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบระหัด และ แบบสูบชัก
2. กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า (Wind Turbine for Electric) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล
จากนั้นนำพลังงานกลมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันมีการนำมาใช้งานทั้ง กังหันลมขนาดเล็ก (Small Wind Turbine) ฅ
และ กังหันลมขนาดใหญ่ (Large Wind Turbine)

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ 
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตาม ธรรมชาติ เป็นพลังงานที่สะอาด ปราศจากมลพิษ และเป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูง ในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สามารถจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน
1) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ได้แก่ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบสำหรับใช้งานในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้า อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับแบบอิสระ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับผลิตไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าโดยตรง ใช้ผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง หรือพื้นที่ที่มีระบบจำหน่ายไฟฟ้าเข้าถึง อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับชนิดต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และเครื่องยนต์ดีเซล ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น โดยรูปแบบระบบจะขึ้นอยู่กับการออกแบบตามวัตถุประสงค์โครงการเป็นกรณีเฉพาะ
2) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน ได้แก่ การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
เป็นการผลิตน้ำร้อนชนิดที่มีถังเก็บอยู่สูงกว่าแผงรับแสงอาทิตย์ ใช้หลักการหมุนเวียนตามธรรมชาติ
เหมาะสำหรับการใช้ผลิตน้ำร้อนจำนวนมาก และมีการใช้อย่างต่อเนื่อง
เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำร้อนจากแสงอาทิตย์มาผสมผสานกับความร้อนเหลือทิ้งจากการระบายความร้อนของเครื่องทำความเย็น หรือเครื่องปรับอากาศ โดยผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
การอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งาน 3 ลักษณะ คือ
เป็นระบบที่เครื่องอบแห้งทำงานโดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และกระแสลมที่พัดผ่าน
เป็นระบบอบแห้งที่มีเครื่องช่วยให้อากาศไหลเวียนในทิศทางที่ต้องการ เช่น มีพัดลมติดตั้งในระบบเพื่อบังคับให้มีการไหลของอากาศผ่านระบบ
เป็นระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และยังต้องอาศัยพลังงานในรูปแบบอื่นๆ ช่วยในเวลาที่มีแสงอาทิตย์ไม่สม่ำเสมอ หรือต้องการให้ผลิตผลทางการเกษตรแห้งเร็วขึ้น
ศักยภาพ
1) ศักยภาพรังสีรวม
(เป็นค่ารวมรายวันเฉลี่ยต่อเดือนของจังหวัดและอำเภอ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536-2541)
2) ศักยภาพแสงสว่างธรรมชาติ
3) ขอข้อมูล
การใช้งาน
1) ข้อมูลของ พพ.
2) ข้อมูลของประเทศ
คู่มือและแผ่นพับ
เรื่องอื่นๆ
1) กฎระเบียบ
2) องค์ความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์
3) ทั่วไป
thaisolarheat



ข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ยิ่งน้ำมันราคาสูง พลังงานทดแทนอื่นๆยิ่งเกิดขึ้น

พลังงานที่ได้จากลมนับเป็นพลังงานทดแทนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ห่างออกไปจากช่องแคบยิบรอลต้า เป็นที่ตั้งของแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลมตาริฟาที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของสเปน ทวีปยุโรปได้ชื่อว่าใช้พลังงานลมมาผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่าทวีปอื่นๆของโลก โดยเฉพาะที่สเปนใช้กระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมมากเป็นอันดับสองของทวีปรองจากเยอรมนี

เนื่องจากพลังงานลมเป็นพลังงานทดแทนที่ราคาถูกกว่าน้ำมันมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นกังหันลมแบบนี้ได้ทั่วไปในหลายประเทศของยุโรป แต่พลังงานแบบนี้ก็มีข้อจำกัด เพราะมันจะใช้ได้กับบริเวณที่มีกระแสลมแรงเท่านั้น

แต่ด้วยความไม่หยุดนิ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนแบบใหม่ ชื่อพลังงานแบบ “โฟโต้วอลเทอิค-photovoltaic” จึงได้รับการกล่าวถึงบ่อยขึ้น แผงโซล่า เซลล์แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ใช้หลักการรวมแสงโดยกระจกเงาและนำความร้อนที่ได้ไปทำให้น้ำเดือดจากนั้นนำไอน้ำที่ได้มาผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งต้องผ่านขั้นตอนมากมาย แต่นี่เรียกว่าแผงโฟโต้วอลเทอิค หรือ PV ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยพลังงานที่ได้จากแผงพีวีนี้เกิดจากปฏิกิริยาของซิลิคอนที่ บรรจุอยู่ภายใน และพลังงานที่ได้ก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าหากวางแผงพีวีในพื้นที่ที่มีขนาดเพียง 1%ของพื้นที่ทะเลทรายที่มีอยู่ทั่วของโลก จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 10%ของความต้องการใช้ของทั่วโลก แต่อุปสรรคใหญ่ของการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยแผงพีวีคือ ราคาของซิลิคอนที่ยังสูงเกินไปโดยเทียบได้กับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากน้ำมัน
ดังนั้นหลายคนจึงมองไปถึงพลังงานจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานชีวะภาพหรือพลังงานสะอาดที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไม้ หรือซากพืชผลทางการเกษตร อย่างที่สเปนผลิตพลังงานชีวะภาพจากมะกอก

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากมีการพัฒนาพลังงานชีวะภาพอย่างจริงจังในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม พลังงานที่ได้จะสามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้มากกว่า 100 ล้านหลังคาเรือนในอีก 15 ปี.

จากคุณ Wit-Tha-Ya 

แนวโน้มพลังงาน ไทย-โลก

พลังงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกมีการพัฒนาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ พลังงานได้เป็นสินค้าที่มีความเป็นสากล (International) มีการซื้อขายกันทั่วโลก ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ น้ำมันปิโตรเลียม และพลังงานประเภทอื่นซึ่งขนย้ายได้ยาก เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า ก็ได้มีการขยายเครือข่ายการขนส่ง ท่อ และสายส่งระหว่างประเทศมากขึ้น เช่น ในยุโรป อเมริกา และ อาฟริกา ทำให้การค้าพลังงานระหว่างประเทศมีความสำคัญและมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพลังงานเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกๆ อย่าง จึงมีความสำคัญต่อทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

อย่างไรก็ตามการจัดหาให้ได้พลังงานมา และการนำพลังงานไปใช้ ล้วนแต่ต้องอาศัยการลงทุนปริมาณมหาศาล ดังเช่น ทบวงพลังงานโลก หรือ IEA (International Energy Agency) ได้ประมาณการไว้ว่าในช่วงปี 2001-2030 โลกต้องลงทุนในกิจการพลังงานถึง 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยร้อยละ 60 (640 ล้านล้านบาท) ของการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนในกิจการไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการผลิตไฟฟ้า และการสร้างสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้า

โดยตัวเลขที่น่าสนในใจคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยร้อยละ 32 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในโลกจะมาจากภูมิภาคนี้ ที่สำคัญคือ ประชาชนและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องใช้ไฟฟ้า ดังนั้นทุกประเทศจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในกิจการไฟฟ้าให้เพียงพอ นั่นก็คือ ไม่ลงทุนไม่ได้ ซึ่งไฟฟ้าเป็นกิจการที่เป็น Capital Intensive การลงทุนจึงมีปริมาณมหาศาลในแต่ละปี

การจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอจึงเป็นภาระที่สำคัญของรัฐบาลของทุกประเทศต้องวางแผนในการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากกิจการไฟฟ้าเป็นกิจการที่อาศัยเงินลงทุนสูงมาก การเข้าหาแหล่งทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ บริษัทไฟฟ้าเอกชน และบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ได้ในต้นทุนที่ต่ำ จะเป็นผู้มีความได้เปรียบในการลงทุน ทั้งทางด้านขนาดของกิจการที่จะลงทุน และต้นทุนที่ใช้ในการลงทุน กิจการไฟฟ้าจึงกลายเป็นกิจการที่มีการแข่งขันไร้พรมแดน ผู้ใดที่บริหารได้ต้นทุนต่ำสุดก็คือผู้ชนะความได้เปรียบด้านลงทุนจะเป็นของบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีเครือข่ายทางการเงินที่กว้างขวาง สามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำ มีความทันสมัยด้านเทคโนโลยี และสามารถหาเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนได้ง่าย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาล หากไม่สามารถหาเงินลงทุนได้มากเพียงพอ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งภาคเอกชนที่มีศักยภาพมากที่สุดทั้งทางด้านการเงิน และเทคโนโลยีก็คือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ที่ต้องการขยายการลงทุนนอกขอบเขตประเทศของตน ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวอย่างของหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา และแม้แต่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติเข้าไปดำเนินการหลายราย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียนั้น การจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทุกประเทศได้มีการดำเนินการ ทั้งการหาพันธมิตร การออกไปแสวงหาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดหาพลังงานของประเทศในภูมิภาคนี้ก็ คือ ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานที่สำคัญในภูมิภาค

จีนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และแน่นอนการใช้ไฟฟ้าก็ต้องมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตามไปด้วย นอกจากอัตราเติบโตที่รวดเร็วแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ ขนาดของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งมีประชากรกว่าพันล้านคน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงมหาศาล ซึ่งความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนคำนึงถึงอย่างมาก เพราะต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ที่มั่นคง แต่เนื่องจากแหล่งพลังงานในภูมิภาคมีจำกัด ทุกประเทศจึงต้องแข่งขันกันในการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการแข่งขันด้านการลงทุนและการจัดหาเชื้อเพลิง นั้น ผู้ที่จะชนะได้ต้องมีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และที่สำคัญคือต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์กรนำด้านพลังงาน (หรือ National Champion) ของแต่ละประเทศจะต้องเป็นแกนหลักในการเข้าหาแหล่งทุนและแหล่งเชื้อเพลิง และแต่ละประเทศก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้องค์กรนำด้านพลังงานของประเทศตนเป็นบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติของต่างประเทศ ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติมาเป็นองค์กรนำด้านไฟฟ้าของประเทศ มีอิทธิพลครอบงำประเทศ ก็ต้องพัฒนาบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติให้มีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และ ที่สำคัญต้องมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ และออกไปแข่งขันนอกอาณาเขตประเทศตนได้

สำหรับประเทศไทยนั้น การที่กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยจะสามารถดำเนินอยู่และเจริญเติบโตได้ในสภาวะของโลกซึ่งมีการแข่งขันด้านกิจการไฟฟ้าอย่างไร้พรมแดนนั้น ต้องมีการปรับตัวเองให้พร้อม เมื่อโลกเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็ย่อมถูกกลืนเข้าไปในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่จะกลืนเรานั้นก็คือ ทุนข้ามชาติ ที่มีการเคลื่อนย้ายและลงทุนอย่างไร้พรมแดนทางเลือกของเราก็คือ จะโต้อยู่บนคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง หรือ ถูกกลืนไปกับความเปลี่ยนแปลง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจไทยนั้น ทำให้เราต้องมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาลตามมาเพื่อรองรับความต้องการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การที่จะได้มาซึ่งต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุดนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ (Key Factor) ปัจจัยแรกของกิจการไฟฟ้า ปัจจัยที่สองที่ตามมาก็คือ การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตัวเองให้เทียบระดับสากล

ที่มา : เว็บไซต์ http://www.thaienergynews.พฤศจิกายน 2547สุวิทย์ สุทธิจิระพันธ์ (suwits@mfa.go.th)

พลังงานไทย... เพื่อใคร?

พลังงานไทย... เพื่อใคร?

คณะรัฐมนตรี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2554 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ให้ทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซ NGV และ LPG สำหรับภาคขนส่ง เริ่ม 16 มกราคม 2555 นี้
16 ม.ค.55 ขึ้นราคา LPG และ NGVแน่โพสต์ทูเดย์ 28 ธันวาคม 2554

รมว.พลังงาน ไม่สน “ขนส่ง-รถรับจ้าง” ประท้วง
ยันเดินหน้าขึ้นราคา NGV ตามแผน 16 ม.ค.นี้ เพื่อให้ต้นทุนสอดคล้องกับความจริง
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2554


ก๊าซ ราคาที่ปรับระยะเวลา
NGVเดือนละ 50 สตางค์/กิโลกรัม16 มกราคม 2555 - ธันวาคม 2555
LPGก่อน เดือนละ 75 สตางค์/กิโลกรัม
(41 สตางค์/ลิตร)
16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป จนไปสู่ต้นทุนโรงกลั่นน้ำมัน

ข้ออ้างในการปรับราคา
ข้อเท็จจริง
  • เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซ NGV และ LPG สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • แก้ปัญหาการขาดทุนของบริษัท ปตท จำกัด(มหาชน)
นางสาวอนุตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการประมาณการรายได้ของ บมจ.ปตท ในปี 2555 จะมีรายได้รวม 2,834,237 ล้านบาท หรือประมาณ2.8 ล้านล้านบาท[1]
(ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวว่า กลุ่ม ปตท. จะทำกำไรได้ถึง 80,000 ล้านบาท ในปี 2554)

ผลกระทบจากการปรับราคาถึงสิ้นปี 55
NGV ราคาจะสูงขึ้น 70% และ LPG ราคาจะสูงขึ้น 44% จากราคาปัจจุบัน

ก๊าซ ราคาปัจจุบันราคาที่สิ้นปี 2555จ่ายเพิ่มขึ้น
NGV8.50 บาท/กิโลกรัม 14.50 บาท/กิโลกรัม 6 บาท/กิโลกรัม (70%)
LPG11.14 บาท/ลิตร 16.06 บาท/ลิตร 4.92 บาท/ลิตร (44%)

ผู้ใช้รถยนต์ NGV และ LPG มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ก๊าซ ปริมาณก๊าซที่ได้ ค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่สิ้นปี 2555เพิ่มขึ้น
NGVราว 40 กิโลกรัมจ่าย 340 บาท580 บาท140 บาท
LPGราว 45 ลิตรจ่าย 500 บาท720 บาท220 บาท

มาตรการช่วยเหลือของรัฐ
ก๊าซ
มาตราการช่วยเหลือ
กลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือ
กลุ่มที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ
NGVกระทรวงพลังงาน มอบหมายให้ ปตท. ดำเนินโครงการบัตรเครดิตพลังงาน NGV ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)รถแท็กซี่ รถสามล้อ และ รถตู้ร่วม ขสมก. NGV เฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 65,500 คันรถโดยสารต่างจังหวัดทั้งหมด รถบรรทุกขนส่ง และรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งหมด
LPGรัฐบาลให้เงินสนับสนุนเปลี่ยนอุปกรณ์ไปใช้ก๊าซ NGV แทนเฉพาะกลุ่มรถแท๊กซี่รถยนต์ส่วนบุคคลรถบรรทุกขนส่งทั้งหมด


[1] ข่าว ปตท.ฟุ้งรายได้ปี'55แตะ2.8ล้านล้านบาทเล็งออกหุ้นกู้เดือนม.ค.นี้ : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 ธันวาคม 2554
ความจริงเบื้องหลัง ขึ้นราคา NGV & LPGบทพิสูจน์...พลังงานไทย เพื่อใคร !
(ข้อมูล จากรายงานศึกษาตรวจสอบ เรื่อง “ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ”
ของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)

1.ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดใหญ่หลายแหล่ง
มีการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ...ถึงขั้นติดอันดับโลก

ปัจจุบันประเทศไทยมีการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบทั่วประเทศแล้วกว่า 5,000 หลุม[1] โดยมีแปลงสัมปทานทั้งสิ้น 81 แปลง แท่นผลิต 225 แท่น[2] เดือนมิถุนายนปี 2553 ประเทศไทยขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 40 ล้านลิตรต่อวัน และก๊าซธรรมชาติ (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ปริมาณ 105 ล้านลิตรต่อวัน[3]
ในปี 2552 จากฐานข้อมูลของสถาบัน Energy Information Administration (EIA) ของรัฐบาลสหรัฐฯ จัดอันดับประเทศไทยเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับ 23 และเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบ1อันดับ 35 จากจำนวน 217 ประเทศของโลก2[4] จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลกประเทศหนึ่ง


[1] ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
กระทรวงพลังงาน http://www2.dmf.go.th/executive/index.html
2. การขึ้นราคาก๊าซ NGV เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ?

โครงสร้างราคา NGV ที่ ปตท. อ้างว่าทำให้ขาดทุนหากขายที่ 8.50 บาท/ก.ก.
ต้นทุนเนื้อก๊าซ 8.39 บาท + ­­­ค่าบริหารจัดการและขนส่ง 5.56 บาท + ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ภาษีค่าการตลาด 1.01 บาท รวม 14.96 บาท/ก.ก.

2.1 ต้นทุนเนื้อก๊าซ NGV 8.39 บาท เป็นราคาสูงเกินจริงถึง 4 เท่าตัว ?
จากโฆษณาของ ปตท. พบว่า “ต้นทุนเนื้อก๊าซที่ 8.39 บาท/ ก.ก.” นั้น ไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริง แต่เป็นราคาก๊าซที่ ปตท.ขายให้กับโรงไฟฟ้า เท่านั้น
ต้นทุนเนื้อก๊าซที่แท้จริงนั้น ต้องดูจากราคาก๊าซที่ ปตท. ซื้อจากปากหลุมก๊าซซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอ่าวไทย
จากการเปรียบเทียบราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกกับราคาที่ ปตท. ซื้อจากอ่าวไทย พบว่า ปตท. ซื้อก๊าซจากอ่าวไทยได้ต่ำกว่าราคาตลาดโลกเกือบ 45-50%
เมื่อตุลาคม 2554 ราคาก๊าซตลาดโลก เช่น ในแหล่ง Henry Hub ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาอยู่ที่ 3.63 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู หรือเท่ากับ 4 บาท/ก.ก.เท่านั้น[1] ดังนั้น เมื่อ ปตท. ซื้อก๊าซได้ต่ำกว่า 45-50% จึงมีต้นทุนซื้อก๊าซจากอ่าวไทยในราว 2 บาท/กิโลกรัมเท่านั้น
ดังนั้น ราคาเนื้อก๊าซ 8.39 บาท/ก.ก. ที่ ปตท. โฆษณาและนำไปขอปรับขึ้นราคากับรัฐบาล จึงเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จ และสูงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริงถึง 4 เท่าตัว


[1] คิดเทียบจากค่าความร้อน NGV จาก ปตท = 35,947 บีทียู/ก.ก


2.2 ค่าปั๊มและขนส่ง NGV สูง 70% ประชาชนรับเละ !

NGV เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติเบากว่าอากาศมากจึงมีแรงดันมหาศาล ไม่สามารถบรรจุลงถังเหล็กขนาดใหญ่แบบรถบรรทุกก๊าซ LPG ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตามท่อส่งก๊าซธรรมชาติ แต่พบว่าขณะนี้ ปตท. เลือกใช้วิธีบรรจุลงในถังก๊าซขนใส่รถบรรทุกให้แล่นไปส่งตามปั๊ม NGV ที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซมากกว่า 349 แห่ง ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดทุนของก๊าซ NGV

ปั๊ม NGV จำนวน 453 สถานี*
ปั๊ม NGV แนวท่อส่งก๊าซฯ 104 แห่ง
ปั๊ม NGV นอกแนวท่อส่งก๊าซฯ 349 แห่ง
*ข้อมูลจาก ปตท ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2554

ข้อเสียของปั๊ม NGV นอกแนวท่อฯ คือ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ชุมชนที่ไม่มีแนวท่อก๊าซธรรมชาติผ่าน จึงต้องพึ่งพารถบรรทุกพ่วง(Trailer) ขนส่ง NGV จากสถานีจ่ายก๊าซฯ หลัก ซึ่งการขนส่ง NGV ในแต่ละเที่ยวจะขนส่งในสถานะที่เป็นก๊าซจึงบรรจุได้ในปริมาณน้อย มีระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งนาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้ปั๊ม NGV นอกแนวท่อฯ นี้มีปริมาณ NGV สำหรับบริการแก่ผู้ใช้รถ NGV ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และผู้ใช้ NGV จะต้องรอจนกว่ารถขนส่งก๊าซ NGV รอบถัดไปจะมาถึง

เมื่อคิดเทียบจากราคาเนื้อก๊าซ NGV ที่ 8.39 บาท/ก.ก. รวมกับต้นทุนค่าปั๊ม ค่าขนส่งก๊าซที่ 5.56 บาท/ก.ก. พบว่าต้นทุนค่าปั๊มและค่าขนส่ง จะสูงถึง 40% ของราคาก๊าซทั้งหมด(ไม่รวมภาษี)
แต่หากคิดเทียบจากราคาเนื้อก๊าซที่แท้จริงที่ 2 บาท/ก.ก. จะพบข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่าว่า สัดส่วนของต้นทุนค่าปั๊ม ค่าขนส่งนั้นสูงถึง 73% ของราคาก๊าซทั้งหมด(ไม่รวมภาษี)
ต้นทุนค่าขนส่ง NGV ที่ไร้ประสิทธิภาพนี้ ได้ถูกผลักมาในราคา NGV ให้ประชาชนรับภาระแทนทั้งหมด
คำโฆษณาที่ว่า พลังงานไทย...เพื่อไทย จึงไม่เป็นความจริงเลย

2.3 คนใช้รถ NGV ขาดทุน แถมเพิ่มภาวะโลกร้อน เพราะมีการเติมคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 18%
กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานมีส่วนสำคัญที่ทำให้ ปตท. สามารถเติมคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)ลงใน NGV ได้อย่างถูกกฎหมาย
ประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ พ.ศ.2552 กำหนดให้ ปตท สามารถเติม CO2 ได้ถึง 18% ด้วยเหตุผลว่า เพื่อแก้ปัญหาค่าความร้อนของก๊าซธรรมชาติที่แตกต่างกันมาก อันเนื่องมาจากก๊าซแต่ละแหล่งส่งผลต่อรถ NGV ที่เติมก๊าซข้ามแหล่งกัน ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2552 เป็นต้นมา
ผลของการเติม CO2 ทำให้ NGV ของประเทศไทย มีค่าดัชนีวอบบี้หรือค่าพลังงานความร้อนที่ต่ำ คือ อยู่ระหว่าง 37-42 เมกกะจูล/ลูกบาศก์เมตร (MJ/m3) ในขณะที่มาตรฐานสากลก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ จะกำหนดให้มี CO2ได้ระหว่าง 0-3% เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนอันเกิดจากการปล่อยก๊าซ CO2 สู่ชั้นบรรยากาศของโลกนั่นเอง
เมื่อก๊าซธรรมชาติมี CO2 ต่ำ ทำให้ค่าดัชนีวอบบี้หรือค่าพลังงานความร้อนของก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศสูงกว่าของประเทศไทย คืออยู่ที่ 46 – 52.9 MJ/m3 และจึงส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์มากกว่าของประเทศไทย
ในขณะที่ผู้บริโภคจ่ายเงิน 100 บาทแต่ได้ NGV จริงๆแค่ 82 บาทเท่านั้น รถวิ่งได้ระยะทางน้อยลง วิ่งอืดขึ้น และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
3. การขึ้นราคาก๊าซ LPG เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ?

ก๊าซ LPG เป็นก๊าซที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมัน โดยการนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนซึ่งเป็นส่วนประกอบของก๊าซธรรมชาติมาผสมกัน อัดใส่ถังก็จะเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas - LPG) หรือที่เรียกว่า ก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เชื้อเพลิงของรถยนต์ และนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย
ความจริงที่ควรรู้คือ
รถยนต์ LPG ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ก๊าซ LPG ขาด และต้องเสียเงินนำเข้า จึงไม่ใช่เหตุผลที่รัฐบาลจะใช้เพื่อการปรับขึ้นราคา LPG

ในปี 2553 ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซ LPG ได้ 4.4 ล้านตัน พบว่าภาคครัวเรือนใช้อยู่ที่ 2.4 ล้านตัน และรถยนต์ใช้ 6.8 แสนตัน รวมแล้วเท่ากับ 3.1 ล้านตันเท่านั้น ยังเหลือให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้ถึง 1.3 ล้านตันโดยไม่ต้องนำเข้า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ก๊าซ LPG ไม่พอเพียง เป็นเพราะกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มบริษัทในเครือของ ปตท. มีการใช้ LPG ในปริมาณที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ LPG ที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอ
ในปี 2551-2553 การใช้ก๊าซ LPG ของกลุ่ม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ที่ 9 แสนตัน , 1.28 ล้านตัน และ 1.59 ล้านตัน เรียงตามลำดับ เป็นปริมาณการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด แม้แต่ข้อมูลที่กระทรวงพลังงานเสนอต่อที่ประชุม กพช. เพื่อขอปรับราคา LPG ที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีสัดส่วนการใช้ LPG สูงเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 68% ของปริมาณที่ประชาชนทั้งประเทศใช้

นี่จึงเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ก๊าซ LPG ไม่เพียงพอ และเกิดภาระ การชดเชยจากการนำเข้าจาก ต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 – กันยายน 2554 คิดเป็นเงินประมาณ 57,339 ล้านบาท
แทนที่รัฐบาลจะไปจัดเก็บเงินค่าก๊าซกับกลุ่มปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น กลับกำหนดให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ก๊าซ LPG ต้องจ่ายเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน ในอัตรากิโลกรัมละ 8 - 11 บาท (ในช่วงปี 2555 เป็นต้นไป) และยังผลักภาระมาให้ประชาชนด้วยการขึ้นราคา LPG อีก

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่า การให้ข้อมูลของรัฐบาลในการปรับขึ้นราคา NGV และ LPG เป็นการให้ข้อมูลที่โกหก บิดเบือน ทำให้การประกาศปรับขึ้นราคา NGV และ LPG อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นเท็จและไม่เป็นธรรมกับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
วิธีต่อสู้ต่อความไม่เป็นธรรมที่ท่านทำได้ โดยช่วยกันใช้ช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูล ข้อเท็จจริงนี้ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด