แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด

ศักยภาพของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

ผลกระทบจากการใช้ถ่านหินในปัจจุบัน


             ในสภาพปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานเริ่มปรากฎชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นการเผาไหม้ถ่านหินโดยตรงในปัจจุบันและอนาคต จำเป็นที่จะต้องมีระบบการกำจัดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ก่อนที่จะปล่อยออกสู่บรรยากาศ ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตพลังงานสูงขึ้นและก็ยังมีปัญหาที่ต้องพัฒนาเพื่อแก้ไขอยู่ตลอด ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบการกำจัดก๊าซ SO2 โดย Wet Process ถึงแม้ว่าจะสามารถกำจัด SO2 ออกได้ แต่ก็ยังก่อให้เกิดมลสารที่เกิดจากระบบกำจัดอีกเช่น Slurry ของ CaSO4 เป็นต้น และไม่สามารถกำจัด NOx ได้ ปัจจุบันได้มีกระบวนการ Dry Process แต่ก็ยังมีประสิทธิภาพต่ำทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง เทคโนโลยีการผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากถ่านหิน (Coal Gasification) และ Coal Water Mixture เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีแนวโน้มที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยสามารถลดได้ทั้งปริมาณซัลเฟอร์ และ NOx รวมทั้งอาจจะลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงอีกด้วย


การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง


         มีการพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่นและจีน ทำให้เทคโนโลยีนี้แพร่หลายมากขึ้นและมีราคาถูกลง ตัวอย่างในประเทศจีน ได้ประมาณว่ามีโรงงานผลิตก๊าซจากถ่านหินเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากกว่า 10,000 แห่ง และมีโรงงานที่มีศักยภาพในการผลิต Coal Water Mixture หลายโรงงาน



ปริมาณสำรองของถ่านหิน


        มีปริมาณสำรองของถ่านหินจำนวนมากเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นถ้ามีวิธีการนำมาใช้ที่เหมาะสมก็สามารถใช้ได้นานไม่น้อยกว่า 200 ปี เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะหมดไปในระยะเวลา 40-60 ปีนี้



ศักยภาพของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด


    ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจำกัดอยู่เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้า เช่น อุตสาหกรรมการผลิตปูนซิเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตกระดาษ เป็นต้น เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินยังไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจะสามารถช่วยลดและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ก็ตาม

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังเช่น ในปี 2547 และ 2548 ดำเนินโครงการออกแบบรายละเอียดเทคโนลียีแบบ Circulating Fluidized Bed Combustion ให้กับโรงงานผลิตกระดาษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงและช่วยลดปริมาณมลพิษที่จะเกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง




ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ความสำคัญของพลังงานถ่านหิน

ความสำคัญของพลังงานถ่านหิน


       ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในอดีตจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมถ่านหินซึ่งรวมทั้งการสำรวจ การผลิตและการใช้นั้นได้มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศในยุโรป สำหรับภายในประเทศไทยนั้นถึงแม้จะมีปริมาณสำรองถ่านหินอยู่มากกว่า 2,000 ล้านตัน แต่ส่วนใหญ่เป็นถ่านหินที่มีชั้นคุณภาพต่ำ ตั้งแต่ลิกไนต์ (Lignite) จนถึง ซับบิทูมินัส (Sub-bituminous) อีกทั้งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอดีตทำให้การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมีปริมาณไม่มากหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตามในอนาคตคาดว่าจะมีการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกและมีปริมาณสำรองมากเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น แต่ทั้งนี้การนำถ่านหินมาใช้ผลิตพลังงานจะต้องใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเพื่อกำจัดสารพิษที่ปลดปล่อยออกมาในกระบวนการผลิตและการใช้ถ่านหิน


ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ 
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตาม ธรรมชาติ เป็นพลังงานที่สะอาด ปราศจากมลพิษ และเป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูง ในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สามารถจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน
1) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ได้แก่ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบสำหรับใช้งานในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้า อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับแบบอิสระ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับผลิตไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าโดยตรง ใช้ผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง หรือพื้นที่ที่มีระบบจำหน่ายไฟฟ้าเข้าถึง อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับชนิดต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และเครื่องยนต์ดีเซล ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น โดยรูปแบบระบบจะขึ้นอยู่กับการออกแบบตามวัตถุประสงค์โครงการเป็นกรณีเฉพาะ
2) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน ได้แก่ การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
เป็นการผลิตน้ำร้อนชนิดที่มีถังเก็บอยู่สูงกว่าแผงรับแสงอาทิตย์ ใช้หลักการหมุนเวียนตามธรรมชาติ
เหมาะสำหรับการใช้ผลิตน้ำร้อนจำนวนมาก และมีการใช้อย่างต่อเนื่อง
เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำร้อนจากแสงอาทิตย์มาผสมผสานกับความร้อนเหลือทิ้งจากการระบายความร้อนของเครื่องทำความเย็น หรือเครื่องปรับอากาศ โดยผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
การอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งาน 3 ลักษณะ คือ
เป็นระบบที่เครื่องอบแห้งทำงานโดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และกระแสลมที่พัดผ่าน
เป็นระบบอบแห้งที่มีเครื่องช่วยให้อากาศไหลเวียนในทิศทางที่ต้องการ เช่น มีพัดลมติดตั้งในระบบเพื่อบังคับให้มีการไหลของอากาศผ่านระบบ
เป็นระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และยังต้องอาศัยพลังงานในรูปแบบอื่นๆ ช่วยในเวลาที่มีแสงอาทิตย์ไม่สม่ำเสมอ หรือต้องการให้ผลิตผลทางการเกษตรแห้งเร็วขึ้น
ศักยภาพ
1) ศักยภาพรังสีรวม
(เป็นค่ารวมรายวันเฉลี่ยต่อเดือนของจังหวัดและอำเภอ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536-2541)
2) ศักยภาพแสงสว่างธรรมชาติ
3) ขอข้อมูล
การใช้งาน
1) ข้อมูลของ พพ.
2) ข้อมูลของประเทศ
คู่มือและแผ่นพับ
เรื่องอื่นๆ
1) กฎระเบียบ
2) องค์ความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์
3) ทั่วไป
thaisolarheat



ข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

แนวโน้มพลังงาน ไทย-โลก

พลังงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกมีการพัฒนาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ พลังงานได้เป็นสินค้าที่มีความเป็นสากล (International) มีการซื้อขายกันทั่วโลก ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ น้ำมันปิโตรเลียม และพลังงานประเภทอื่นซึ่งขนย้ายได้ยาก เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า ก็ได้มีการขยายเครือข่ายการขนส่ง ท่อ และสายส่งระหว่างประเทศมากขึ้น เช่น ในยุโรป อเมริกา และ อาฟริกา ทำให้การค้าพลังงานระหว่างประเทศมีความสำคัญและมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพลังงานเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกๆ อย่าง จึงมีความสำคัญต่อทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

อย่างไรก็ตามการจัดหาให้ได้พลังงานมา และการนำพลังงานไปใช้ ล้วนแต่ต้องอาศัยการลงทุนปริมาณมหาศาล ดังเช่น ทบวงพลังงานโลก หรือ IEA (International Energy Agency) ได้ประมาณการไว้ว่าในช่วงปี 2001-2030 โลกต้องลงทุนในกิจการพลังงานถึง 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยร้อยละ 60 (640 ล้านล้านบาท) ของการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนในกิจการไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการผลิตไฟฟ้า และการสร้างสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้า

โดยตัวเลขที่น่าสนในใจคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยร้อยละ 32 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในโลกจะมาจากภูมิภาคนี้ ที่สำคัญคือ ประชาชนและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องใช้ไฟฟ้า ดังนั้นทุกประเทศจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในกิจการไฟฟ้าให้เพียงพอ นั่นก็คือ ไม่ลงทุนไม่ได้ ซึ่งไฟฟ้าเป็นกิจการที่เป็น Capital Intensive การลงทุนจึงมีปริมาณมหาศาลในแต่ละปี

การจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอจึงเป็นภาระที่สำคัญของรัฐบาลของทุกประเทศต้องวางแผนในการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากกิจการไฟฟ้าเป็นกิจการที่อาศัยเงินลงทุนสูงมาก การเข้าหาแหล่งทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ บริษัทไฟฟ้าเอกชน และบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ได้ในต้นทุนที่ต่ำ จะเป็นผู้มีความได้เปรียบในการลงทุน ทั้งทางด้านขนาดของกิจการที่จะลงทุน และต้นทุนที่ใช้ในการลงทุน กิจการไฟฟ้าจึงกลายเป็นกิจการที่มีการแข่งขันไร้พรมแดน ผู้ใดที่บริหารได้ต้นทุนต่ำสุดก็คือผู้ชนะความได้เปรียบด้านลงทุนจะเป็นของบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีเครือข่ายทางการเงินที่กว้างขวาง สามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำ มีความทันสมัยด้านเทคโนโลยี และสามารถหาเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนได้ง่าย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาล หากไม่สามารถหาเงินลงทุนได้มากเพียงพอ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งภาคเอกชนที่มีศักยภาพมากที่สุดทั้งทางด้านการเงิน และเทคโนโลยีก็คือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ที่ต้องการขยายการลงทุนนอกขอบเขตประเทศของตน ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวอย่างของหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา และแม้แต่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติเข้าไปดำเนินการหลายราย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียนั้น การจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทุกประเทศได้มีการดำเนินการ ทั้งการหาพันธมิตร การออกไปแสวงหาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดหาพลังงานของประเทศในภูมิภาคนี้ก็ คือ ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานที่สำคัญในภูมิภาค

จีนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และแน่นอนการใช้ไฟฟ้าก็ต้องมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตามไปด้วย นอกจากอัตราเติบโตที่รวดเร็วแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ ขนาดของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งมีประชากรกว่าพันล้านคน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงมหาศาล ซึ่งความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนคำนึงถึงอย่างมาก เพราะต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ที่มั่นคง แต่เนื่องจากแหล่งพลังงานในภูมิภาคมีจำกัด ทุกประเทศจึงต้องแข่งขันกันในการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการแข่งขันด้านการลงทุนและการจัดหาเชื้อเพลิง นั้น ผู้ที่จะชนะได้ต้องมีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และที่สำคัญคือต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์กรนำด้านพลังงาน (หรือ National Champion) ของแต่ละประเทศจะต้องเป็นแกนหลักในการเข้าหาแหล่งทุนและแหล่งเชื้อเพลิง และแต่ละประเทศก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้องค์กรนำด้านพลังงานของประเทศตนเป็นบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติของต่างประเทศ ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติมาเป็นองค์กรนำด้านไฟฟ้าของประเทศ มีอิทธิพลครอบงำประเทศ ก็ต้องพัฒนาบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติให้มีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และ ที่สำคัญต้องมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ และออกไปแข่งขันนอกอาณาเขตประเทศตนได้

สำหรับประเทศไทยนั้น การที่กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยจะสามารถดำเนินอยู่และเจริญเติบโตได้ในสภาวะของโลกซึ่งมีการแข่งขันด้านกิจการไฟฟ้าอย่างไร้พรมแดนนั้น ต้องมีการปรับตัวเองให้พร้อม เมื่อโลกเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็ย่อมถูกกลืนเข้าไปในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่จะกลืนเรานั้นก็คือ ทุนข้ามชาติ ที่มีการเคลื่อนย้ายและลงทุนอย่างไร้พรมแดนทางเลือกของเราก็คือ จะโต้อยู่บนคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง หรือ ถูกกลืนไปกับความเปลี่ยนแปลง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจไทยนั้น ทำให้เราต้องมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาลตามมาเพื่อรองรับความต้องการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การที่จะได้มาซึ่งต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุดนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ (Key Factor) ปัจจัยแรกของกิจการไฟฟ้า ปัจจัยที่สองที่ตามมาก็คือ การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตัวเองให้เทียบระดับสากล

ที่มา : เว็บไซต์ http://www.thaienergynews.พฤศจิกายน 2547สุวิทย์ สุทธิจิระพันธ์ (suwits@mfa.go.th)

พลังงานไทย... เพื่อใคร?

พลังงานไทย... เพื่อใคร?

คณะรัฐมนตรี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2554 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ให้ทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซ NGV และ LPG สำหรับภาคขนส่ง เริ่ม 16 มกราคม 2555 นี้
16 ม.ค.55 ขึ้นราคา LPG และ NGVแน่โพสต์ทูเดย์ 28 ธันวาคม 2554

รมว.พลังงาน ไม่สน “ขนส่ง-รถรับจ้าง” ประท้วง
ยันเดินหน้าขึ้นราคา NGV ตามแผน 16 ม.ค.นี้ เพื่อให้ต้นทุนสอดคล้องกับความจริง
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2554


ก๊าซ ราคาที่ปรับระยะเวลา
NGVเดือนละ 50 สตางค์/กิโลกรัม16 มกราคม 2555 - ธันวาคม 2555
LPGก่อน เดือนละ 75 สตางค์/กิโลกรัม
(41 สตางค์/ลิตร)
16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป จนไปสู่ต้นทุนโรงกลั่นน้ำมัน

ข้ออ้างในการปรับราคา
ข้อเท็จจริง
  • เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซ NGV และ LPG สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • แก้ปัญหาการขาดทุนของบริษัท ปตท จำกัด(มหาชน)
นางสาวอนุตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการประมาณการรายได้ของ บมจ.ปตท ในปี 2555 จะมีรายได้รวม 2,834,237 ล้านบาท หรือประมาณ2.8 ล้านล้านบาท[1]
(ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวว่า กลุ่ม ปตท. จะทำกำไรได้ถึง 80,000 ล้านบาท ในปี 2554)

ผลกระทบจากการปรับราคาถึงสิ้นปี 55
NGV ราคาจะสูงขึ้น 70% และ LPG ราคาจะสูงขึ้น 44% จากราคาปัจจุบัน

ก๊าซ ราคาปัจจุบันราคาที่สิ้นปี 2555จ่ายเพิ่มขึ้น
NGV8.50 บาท/กิโลกรัม 14.50 บาท/กิโลกรัม 6 บาท/กิโลกรัม (70%)
LPG11.14 บาท/ลิตร 16.06 บาท/ลิตร 4.92 บาท/ลิตร (44%)

ผู้ใช้รถยนต์ NGV และ LPG มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ก๊าซ ปริมาณก๊าซที่ได้ ค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่สิ้นปี 2555เพิ่มขึ้น
NGVราว 40 กิโลกรัมจ่าย 340 บาท580 บาท140 บาท
LPGราว 45 ลิตรจ่าย 500 บาท720 บาท220 บาท

มาตรการช่วยเหลือของรัฐ
ก๊าซ
มาตราการช่วยเหลือ
กลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือ
กลุ่มที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ
NGVกระทรวงพลังงาน มอบหมายให้ ปตท. ดำเนินโครงการบัตรเครดิตพลังงาน NGV ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)รถแท็กซี่ รถสามล้อ และ รถตู้ร่วม ขสมก. NGV เฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 65,500 คันรถโดยสารต่างจังหวัดทั้งหมด รถบรรทุกขนส่ง และรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งหมด
LPGรัฐบาลให้เงินสนับสนุนเปลี่ยนอุปกรณ์ไปใช้ก๊าซ NGV แทนเฉพาะกลุ่มรถแท๊กซี่รถยนต์ส่วนบุคคลรถบรรทุกขนส่งทั้งหมด


[1] ข่าว ปตท.ฟุ้งรายได้ปี'55แตะ2.8ล้านล้านบาทเล็งออกหุ้นกู้เดือนม.ค.นี้ : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 ธันวาคม 2554
ความจริงเบื้องหลัง ขึ้นราคา NGV & LPGบทพิสูจน์...พลังงานไทย เพื่อใคร !
(ข้อมูล จากรายงานศึกษาตรวจสอบ เรื่อง “ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ”
ของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)

1.ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดใหญ่หลายแหล่ง
มีการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ...ถึงขั้นติดอันดับโลก

ปัจจุบันประเทศไทยมีการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบทั่วประเทศแล้วกว่า 5,000 หลุม[1] โดยมีแปลงสัมปทานทั้งสิ้น 81 แปลง แท่นผลิต 225 แท่น[2] เดือนมิถุนายนปี 2553 ประเทศไทยขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 40 ล้านลิตรต่อวัน และก๊าซธรรมชาติ (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ปริมาณ 105 ล้านลิตรต่อวัน[3]
ในปี 2552 จากฐานข้อมูลของสถาบัน Energy Information Administration (EIA) ของรัฐบาลสหรัฐฯ จัดอันดับประเทศไทยเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับ 23 และเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบ1อันดับ 35 จากจำนวน 217 ประเทศของโลก2[4] จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลกประเทศหนึ่ง


[1] ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
กระทรวงพลังงาน http://www2.dmf.go.th/executive/index.html
2. การขึ้นราคาก๊าซ NGV เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ?

โครงสร้างราคา NGV ที่ ปตท. อ้างว่าทำให้ขาดทุนหากขายที่ 8.50 บาท/ก.ก.
ต้นทุนเนื้อก๊าซ 8.39 บาท + ­­­ค่าบริหารจัดการและขนส่ง 5.56 บาท + ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ภาษีค่าการตลาด 1.01 บาท รวม 14.96 บาท/ก.ก.

2.1 ต้นทุนเนื้อก๊าซ NGV 8.39 บาท เป็นราคาสูงเกินจริงถึง 4 เท่าตัว ?
จากโฆษณาของ ปตท. พบว่า “ต้นทุนเนื้อก๊าซที่ 8.39 บาท/ ก.ก.” นั้น ไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริง แต่เป็นราคาก๊าซที่ ปตท.ขายให้กับโรงไฟฟ้า เท่านั้น
ต้นทุนเนื้อก๊าซที่แท้จริงนั้น ต้องดูจากราคาก๊าซที่ ปตท. ซื้อจากปากหลุมก๊าซซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอ่าวไทย
จากการเปรียบเทียบราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกกับราคาที่ ปตท. ซื้อจากอ่าวไทย พบว่า ปตท. ซื้อก๊าซจากอ่าวไทยได้ต่ำกว่าราคาตลาดโลกเกือบ 45-50%
เมื่อตุลาคม 2554 ราคาก๊าซตลาดโลก เช่น ในแหล่ง Henry Hub ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาอยู่ที่ 3.63 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู หรือเท่ากับ 4 บาท/ก.ก.เท่านั้น[1] ดังนั้น เมื่อ ปตท. ซื้อก๊าซได้ต่ำกว่า 45-50% จึงมีต้นทุนซื้อก๊าซจากอ่าวไทยในราว 2 บาท/กิโลกรัมเท่านั้น
ดังนั้น ราคาเนื้อก๊าซ 8.39 บาท/ก.ก. ที่ ปตท. โฆษณาและนำไปขอปรับขึ้นราคากับรัฐบาล จึงเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จ และสูงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริงถึง 4 เท่าตัว


[1] คิดเทียบจากค่าความร้อน NGV จาก ปตท = 35,947 บีทียู/ก.ก


2.2 ค่าปั๊มและขนส่ง NGV สูง 70% ประชาชนรับเละ !

NGV เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติเบากว่าอากาศมากจึงมีแรงดันมหาศาล ไม่สามารถบรรจุลงถังเหล็กขนาดใหญ่แบบรถบรรทุกก๊าซ LPG ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตามท่อส่งก๊าซธรรมชาติ แต่พบว่าขณะนี้ ปตท. เลือกใช้วิธีบรรจุลงในถังก๊าซขนใส่รถบรรทุกให้แล่นไปส่งตามปั๊ม NGV ที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซมากกว่า 349 แห่ง ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดทุนของก๊าซ NGV

ปั๊ม NGV จำนวน 453 สถานี*
ปั๊ม NGV แนวท่อส่งก๊าซฯ 104 แห่ง
ปั๊ม NGV นอกแนวท่อส่งก๊าซฯ 349 แห่ง
*ข้อมูลจาก ปตท ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2554

ข้อเสียของปั๊ม NGV นอกแนวท่อฯ คือ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ชุมชนที่ไม่มีแนวท่อก๊าซธรรมชาติผ่าน จึงต้องพึ่งพารถบรรทุกพ่วง(Trailer) ขนส่ง NGV จากสถานีจ่ายก๊าซฯ หลัก ซึ่งการขนส่ง NGV ในแต่ละเที่ยวจะขนส่งในสถานะที่เป็นก๊าซจึงบรรจุได้ในปริมาณน้อย มีระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งนาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้ปั๊ม NGV นอกแนวท่อฯ นี้มีปริมาณ NGV สำหรับบริการแก่ผู้ใช้รถ NGV ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และผู้ใช้ NGV จะต้องรอจนกว่ารถขนส่งก๊าซ NGV รอบถัดไปจะมาถึง

เมื่อคิดเทียบจากราคาเนื้อก๊าซ NGV ที่ 8.39 บาท/ก.ก. รวมกับต้นทุนค่าปั๊ม ค่าขนส่งก๊าซที่ 5.56 บาท/ก.ก. พบว่าต้นทุนค่าปั๊มและค่าขนส่ง จะสูงถึง 40% ของราคาก๊าซทั้งหมด(ไม่รวมภาษี)
แต่หากคิดเทียบจากราคาเนื้อก๊าซที่แท้จริงที่ 2 บาท/ก.ก. จะพบข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่าว่า สัดส่วนของต้นทุนค่าปั๊ม ค่าขนส่งนั้นสูงถึง 73% ของราคาก๊าซทั้งหมด(ไม่รวมภาษี)
ต้นทุนค่าขนส่ง NGV ที่ไร้ประสิทธิภาพนี้ ได้ถูกผลักมาในราคา NGV ให้ประชาชนรับภาระแทนทั้งหมด
คำโฆษณาที่ว่า พลังงานไทย...เพื่อไทย จึงไม่เป็นความจริงเลย

2.3 คนใช้รถ NGV ขาดทุน แถมเพิ่มภาวะโลกร้อน เพราะมีการเติมคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 18%
กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานมีส่วนสำคัญที่ทำให้ ปตท. สามารถเติมคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)ลงใน NGV ได้อย่างถูกกฎหมาย
ประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ พ.ศ.2552 กำหนดให้ ปตท สามารถเติม CO2 ได้ถึง 18% ด้วยเหตุผลว่า เพื่อแก้ปัญหาค่าความร้อนของก๊าซธรรมชาติที่แตกต่างกันมาก อันเนื่องมาจากก๊าซแต่ละแหล่งส่งผลต่อรถ NGV ที่เติมก๊าซข้ามแหล่งกัน ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2552 เป็นต้นมา
ผลของการเติม CO2 ทำให้ NGV ของประเทศไทย มีค่าดัชนีวอบบี้หรือค่าพลังงานความร้อนที่ต่ำ คือ อยู่ระหว่าง 37-42 เมกกะจูล/ลูกบาศก์เมตร (MJ/m3) ในขณะที่มาตรฐานสากลก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ จะกำหนดให้มี CO2ได้ระหว่าง 0-3% เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนอันเกิดจากการปล่อยก๊าซ CO2 สู่ชั้นบรรยากาศของโลกนั่นเอง
เมื่อก๊าซธรรมชาติมี CO2 ต่ำ ทำให้ค่าดัชนีวอบบี้หรือค่าพลังงานความร้อนของก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศสูงกว่าของประเทศไทย คืออยู่ที่ 46 – 52.9 MJ/m3 และจึงส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์มากกว่าของประเทศไทย
ในขณะที่ผู้บริโภคจ่ายเงิน 100 บาทแต่ได้ NGV จริงๆแค่ 82 บาทเท่านั้น รถวิ่งได้ระยะทางน้อยลง วิ่งอืดขึ้น และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
3. การขึ้นราคาก๊าซ LPG เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ?

ก๊าซ LPG เป็นก๊าซที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมัน โดยการนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนซึ่งเป็นส่วนประกอบของก๊าซธรรมชาติมาผสมกัน อัดใส่ถังก็จะเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas - LPG) หรือที่เรียกว่า ก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เชื้อเพลิงของรถยนต์ และนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย
ความจริงที่ควรรู้คือ
รถยนต์ LPG ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ก๊าซ LPG ขาด และต้องเสียเงินนำเข้า จึงไม่ใช่เหตุผลที่รัฐบาลจะใช้เพื่อการปรับขึ้นราคา LPG

ในปี 2553 ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซ LPG ได้ 4.4 ล้านตัน พบว่าภาคครัวเรือนใช้อยู่ที่ 2.4 ล้านตัน และรถยนต์ใช้ 6.8 แสนตัน รวมแล้วเท่ากับ 3.1 ล้านตันเท่านั้น ยังเหลือให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้ถึง 1.3 ล้านตันโดยไม่ต้องนำเข้า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ก๊าซ LPG ไม่พอเพียง เป็นเพราะกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มบริษัทในเครือของ ปตท. มีการใช้ LPG ในปริมาณที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ LPG ที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอ
ในปี 2551-2553 การใช้ก๊าซ LPG ของกลุ่ม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ที่ 9 แสนตัน , 1.28 ล้านตัน และ 1.59 ล้านตัน เรียงตามลำดับ เป็นปริมาณการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด แม้แต่ข้อมูลที่กระทรวงพลังงานเสนอต่อที่ประชุม กพช. เพื่อขอปรับราคา LPG ที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีสัดส่วนการใช้ LPG สูงเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 68% ของปริมาณที่ประชาชนทั้งประเทศใช้

นี่จึงเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ก๊าซ LPG ไม่เพียงพอ และเกิดภาระ การชดเชยจากการนำเข้าจาก ต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 – กันยายน 2554 คิดเป็นเงินประมาณ 57,339 ล้านบาท
แทนที่รัฐบาลจะไปจัดเก็บเงินค่าก๊าซกับกลุ่มปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น กลับกำหนดให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ก๊าซ LPG ต้องจ่ายเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน ในอัตรากิโลกรัมละ 8 - 11 บาท (ในช่วงปี 2555 เป็นต้นไป) และยังผลักภาระมาให้ประชาชนด้วยการขึ้นราคา LPG อีก

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่า การให้ข้อมูลของรัฐบาลในการปรับขึ้นราคา NGV และ LPG เป็นการให้ข้อมูลที่โกหก บิดเบือน ทำให้การประกาศปรับขึ้นราคา NGV และ LPG อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นเท็จและไม่เป็นธรรมกับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
วิธีต่อสู้ต่อความไม่เป็นธรรมที่ท่านทำได้ โดยช่วยกันใช้ช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูล ข้อเท็จจริงนี้ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด