แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคา แสดงบทความทั้งหมด

พลังงานฟรีๆ จากแสงอาทิตย์ (ไม่ใช่มีเฉพาะโซลาร์เซลล์)

 ทางฟิสิกส์
ดร. สุรชัย สถิตคุณารัตน์
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
นิติรัตน์ โสภณพิศ
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน


ซึ่งเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านกระบวนการทางฟิสิกซ์ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าตามลำดับ ซึ่งในอดีตประเทศไทยได้มีการสนับสนุนเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาเนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตต่อหน่วยที่สูงเมื่อเทียบกับไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ตามปกติ (Conventional Electricity) ทำให้ระบบนี้เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการติดตั้งสายส่งไฟฟ้าเข้าไปเช่น พื้นที่เกาะต่างๆ พื้นที่ในที่ทุรกันดาร แต่จริงๆ แล้ว ยังมีระบบอีกอย่างที่นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์คือ “พลังงานแสงอาทิตย์แบบความร้อน” หรือ Solar Thermal (ST) ซึ่งอาจใช้ในรูปของน้ำร้อน ลมร้อน (อบแห้งผลิตผลทางการเกษตร) หรือแม้กระทั่งไอน้ำอุณหภูมิสูงเพื่อผลิตไฟฟ้าผ่านกังหันไอน้ำ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะการใช้ในรูปของน้ำร้อน ซึ่งมีการใช้กันมากและมีศักยภาพสูงในประเทศไทย



57172



พลังงานแสงอาทิตย์แบบความร้อนคืออะไร
พลังงานแสงอาทิตย์แบบความร้อนคือการนำความร้อนจากแสงอาทิตย์มาทำให้น้ำร้อนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งคุณอาจจะใช้น้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์อย่างง่ายอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือการที่ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำในแทงค์น้ำร้อนขึ้น แต่ความร้อนที่ได้มามักจะไม่คงที่ ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์จะใช้เทคโนโลยที่ไม่ยุ่งยากนักคือ การใช้วัสดุคัดเลือก ซึ่งเป็นโลหะชนิดต่างๆ มาเป็นแผงที่ใช้รับพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Collector) ซึ่งมีหลายประเภทเช่น แบบแผ่นราบที่ไม่มีแผ่นกระจก (Unglazed Flat Plate) แบบมีแผ่นกระจก (Glazed Flat Plate) แบบหลอดสุญญากาศ (Evacuated Tube) ซึ่งให้ความร้อนแก่น้ำได้ประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส 60-120 องศาเซลเซียส และ 50-180 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้ตามประเภทของการใช้งาน





Unglazed Flat Plate Glazed Flat Plate Evacuated Tube

ภายในแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์จะมีท่อนำของเหลว (Manifold) ที่จะนำความร้อนที่ได้รับไปถ่ายเทให้กับน้ำในถังเก็บน้ำร้อน ซึ่งภายในถังนี้จะบรรจุเครื่องทำน้ำร้อนจากแหล่งพลังงานอื่นๆ (Heater) เพื่อใช้ในเวลาไม่มีแสงอาทิตย์เช่น ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม หรือ น้ำมันเตา ขั้นอยู่กับระบบที่ใช้งานเป็นประเภทใดเช่น ระบบไหลเวียนธรรมชาติ (Natural Circulation) หรือ (Thermosyphon) ที่มักจะใช้ตามบ้านพักอาศัยและระบบไหลเวียนบังคับ (Force Circulation) ที่ใช้กับระบบขนาดใหญ่เช่น โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงาน

พลังงานแสงอาทิตย์แบบความร้อนมีศักยภาพในการช่วยประหยัดพลังงานหรือไม่
มีผู้คนมากมายที่เข้าใจว่าระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ได้กับบ้านพักอาศัยเท่านั้นซึ่งหากพิจารณาในประเด็นของการประหยัดพลังงานอาจจะมีนัยสำคัญน้อย แต่ในความเป็นจริงระบบนี้สามารถใช้ได้ดีกับโรงแรม โรงพยาบาล ที่มีการใช้น้ำร้อนเป็นปริมาณมากในการอาบน้ำ ใช้ในการซักผ้า แม้กระทั่งในโรงงานที่มีการใช้น้ำร้อนในปริมาณมากๆ เช่น โรงงานอาหาร โรงงานสิ่งทอ แต่ต้องมีการออกแบบที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเพราะ ระบบนี้มีจุดอ่อนในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ จะต้องมีการออกแบบระบบน้ำร้อนสำรอง (Back-up) ให้ถูกต้อง แม้แต่ในโรงงานประเภทอื่นๆ ที่มีการใช้หม้อไอน้ำ ระบบนี้ก็สามารถที่จะช่วยประหยัดการใช้พลังงานในการต้มน้ำโดยการอุ่นน้ำ (Pre-heat) ก่อนที่จะเข้าหม้อไอน้ำ

ปัญหา อุปสรรคและแนวทางส่งเสริมการใช้ระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์
แม้ว่าระบบนี้จะถูกนำมาใช้ในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี แต่ไม่เป็นที่นิยม สาเหตุมาจากปัญหาต่างๆ ได้แก่
• ปัญหาต่อผู้ใช้
ผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจในการทำงานของระบบซึ่งอาจจะเกิดจากข้อมูลที่ได้จากผู้ขายไม่ถูกต้อง แม้กระทั่งโรงแรมและโรงพยาบาลบางแห่ง หัวหน้าช่างที่ดูแลยังไม่ทราบว่าระบบน้ำร้อนที่ได้มาจากการทำงานของระบบสำรอง ไม่ใช่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์แต่อย่างใด นอกจากนั้นยังมีการขาดการให้บริการหลังการขายจากผู้ขาย และการหาซื้อได้ยาก

• ปัญหาจากผู้ขาย
ผู้ขายระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์หลายรายไม่มีความรู้ในระบบอย่างแท้จริงทำให้ผลงานที่ทำออกมาไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ผู้ใช้มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อระบบนี้ ที่พบบ่อยๆ เช่น การออกแบบโครงสร้างรับน้ำหนักแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดการแอ่นตัว ส่งผลให้แผงมีการหักงอ การออกแบบมุมรับแสงอาทิตย์ผิดทำให้แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เต็มประสิทธิภาพ การติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์ในการวัดอุณหภูมิน้ำร้อนผิดตำแหน่งส่งผลให้ระบบน้ำร้อนสำรองทำงานไม่ถูกต้อง การออกแบบตำแหน่งของถังน้ำร้อนไม่ถูกต้องโดยเฉพาะในระบบไหลเวียนธรรมชาติ ทำให้ระบบการหมุนเวียนของน้ำไม่มีประสิทธิภาพ ความมักง่ายของผู้ออกแบบที่ต้องการลดต้นทุน และความมักง่ายของผู้ติดตั้งอุปกรณ์ในภาคสนาม



57173



แนวทางในการส่งเสริมการใช้ระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์มีหลายแนวทางได้แก่ การสนับสนุนหน่วยงานที่ใช้ระบบนี้อยู่แล้ว เช่น ส่งเสริมให้มีการจัดอบรมสัมมนาในโรงแรมที่มีระบบนี้ ลดภาษี ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาด้านเทคนิคกับบุคลากรของหน่วยงานนั้นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แม้กระทั่งการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับหน่วยงานที่ต้องการติดตั้งระบบนี้ การลดภาษีการนำเข้าของระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบความร้อน การเพิ่มกำแพงภาษีของระบบน้ำร้อนประเภทอื่นๆ



โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการประกอบกิจการระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบหม้อน้ำรถยนต์ ระบบประปา งานเหล็ก/โครงหลังคา โดยการลดภาษีซึ่งสามารถเริ่มต้นทำในจังหวัดที่มีศักยภาพก่อนเช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และภูเก็ต นอกจากนี้การส่งเสริมให้มีชมรมของผู้ประกอบการระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเป็นการขยายตลาด สร้างความร่วมมือกันของผู้ประกอบการและช่วยในการตรวจสอบและกรองผู้ประกอบการที่ไม่มีคุณภาพให้หมดไป ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีที่กำลังจะมีการตั้งชมรมของผู้ประกอบการขึ้นในเดือนกันยายน 2550 นี้ อันเป็นผลจากการผลักดันของโครงการ Market Development for Solar Thermal Applications in Thailand (SolTherm Thailand) ซึ่งดำเนินการโดยบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (JGSEE) สถาบันนานาชาติเพื่อการประหยัดพลังงาน (IIEC) และ Fraunhofer Institute for Solar Energy Systems ประเทศเยอรมัน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากสหภาพยุโรปภายใต้ “EU-Thailand Small Projects Facility” ผู้สนใจโปรดดูรายละเอียดได้จาก www.soltherm-thailand.net

ขอบคุณบทความจาก วิชาการ.คอม

พลังงานก๊าซชีวภาพ

พลังงานก๊าซชีวภาพ

       ก๊าซชีวภาพ เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบไร้ออกซิเจน (anaerobic process) โดยที่ก๊าซชีวภาพจะมีก๊าซมีเทน (CH4) เป็นองค์ประกอบหลักอยู่ประมาณ 50 – 80 % นอกนั้นเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีก๊าซ H2S, N2, H2 อีก เล็กน้อย ดังนั้นจึงสามารถ นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ปัจจุบันสารอินทรีย์ที่นิยมนำมาผ่านกระบวนการนี้แล้วให้ก๊าซชีวภาพ คือ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานเบียร์ โรงงานผลไม้กระป๋อง เป็นต้น รวมทั้งน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จากกระบวนการดังกล่าวมีค่า COD ลดลงมากกว่า 80 % และได้ก๊าซชีวภาพ 0.3 – 0.5 ลบ.ม./กิโลกรัม COD ที่ถูกกำจัด ทั้งนี้ขึ้นกับคุณลักษณะของน้ำเสียแต่ละประเภท ก๊าซมีเทนมีค่าความร้อน 39.4 เมกะจูล/ลบ.ม. สามารถใช้ทดแทนน้ำมันเตาได้ 0.67 ลิตร ซึ่งเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้า 9.7 kWh


ทฤษฎีการเกิดก๊าซชีวภาพ
ดังนั้น 1 g COD ที่ถูกกำจัด = 0.35 L CH4 (ที่ 0 °C, 1atm)
หรือ 1 g COD ที่ถูกกำจัด = 0.395 L CH4 (ที่ 35 °C, 1atm)
รูปแสดงการย่อย สลาย COD ในน้ำเสียด้วยกระบวนการใช้ออกซิเจน


รูปแสดงการย่อย สลาย COD ในน้ำเสียด้วยกระบวนการไร้ออกซิเจน
เรา สามารถคำนวณหาปริมาณก๊าซมีเทน (CH4) ที่เกิด
จากกระบวนการไร้ออกซิเจนได้จากการ
CH4 + 2O2 ....................... CO2+ 2H2O
จะเห็นว่าทุกๆ 1 โมล ของมีเทน (22.4 L, 0 °C) จะถูกทำลายโดยออกซิเจน 2 โมล (หรือ 64 กรัม)


ศักยภาพ


เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปมลภาวะทางน้ำเป็นปัญหาหนึ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข การระบายน้ำเสียทั้งจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำในแหล่งรับน้ำธรรมชาติเน่าเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยา ตลอดจนต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชน การบำบัดน้ำเสียจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นในการแก้ไขมลภาวะทางน้ำ แต่การบำบัดน้ำเสียก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายต่อชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นการนำเทคโนโลยีที่สามารถลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำลง และวิธีการอื่นที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำเสีย จึงได้รับความสนใจอย่างมาก เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพ เป็นวิธีการที่ได้รับความสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ร่วมในการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้นี้ ประกอบด้วยก๊าซมีเธนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติจุดไฟติดและให้พลังงานความร้อน ดังนั้นก๊าซชีวภาพนี้จึงสามารถใช้เป็นสารพลังงานได้โดยตรง จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของโรงงาน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียอีกด้วย
หลักการกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยไม่ใช้ออกซิเจนอิสระ
สารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำเสียจะถูกย่อยสลายภายใต้สภาวะไม่มีออกซิเจนอิสระ โดยกลุ่มแบคทีเรีย ที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobes) การย่อยสลายนี้อาจแบ่งได้เป็นสามขั้นตอน ดังนี้
1. Hydrolysis
2. Acidogenesis
3. Methanogenesis
โดยสารอินทรีย์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงและไม่ละลายน้ำจะถูกย่อย (Hydrolysis) ให้เป็นสารอินทรีย์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำลงและละลายน้ำได้ การย่อยสารอินทรีย์นี้โดยอาศัยน้ำย่อยที่ปล่อยออกมาจากเซลล์แบคทีเรีย จากนั้นโมเลกุลสารอินทรีย์จึงสามารถซึมผ่านผนังเซลล์แบคทีเรียเข้าไปได้ แบคทีเรียกลุ่มสร้างกรด (Acidogens) จะใช้สารอินทรีย์เหล่านี้เป็นอาหาร ปล่อยกรดอินทรีย์ออกมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดน้ำส้ม กรดอินทรีย์ที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้โดยกลุ่มแบคทีเรียสร้างมีเธน (Methanogens) ได้มีเธนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเรียกว่าก๊าซชีวภาพ (Biogas)
ก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นซึ่งประกอบด้วยมีเธน 60-70% และคาร์บอนไดออกไซด์ 30-40% มีคุณสมบัติจุดไฟติด จึงสามารถนำไปใช้เป็นสารพลังงานให้ความร้อนและอื่น ๆ ได้
ทั้งกลุ่มแบคทีเรียสร้างกรดและสร้างมีเธนมักพบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ เช่นในดินในแปลงนาข้าว ท่อระบายน้ำเสีย คูคลองที่เน่าเสีย และในมูลสัตว์ต่าง ๆ



ข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน


แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด


- ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง
- มุ่งเน้นงานวิจัย และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดได้เองในประเทศไทย
- ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน และสังคมไทย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการใช้ถ่านหินควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด


ปัญหาและอุปสรรค


- ประชาชนยังต่อต้านการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เช่นการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่บ่อนอก หินกรูด ดังนั้นจึงต้องมีการประชาสัมพันธ์ผลดีของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด
- โรงงานอุตสาหกรรมยังขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด
- ในระดับประเทศ ยังไม่มีศูนย์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ข้อมูลเกี่ยวกับถ่านหิน การใช้ถ่านหินกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน
- ไม่มีงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในประเทศในขณะนี้จะต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ
- ยังไม่มีมาตราการหรือนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดให้กับผู้ประกอบการ
- ราคาค่าขนส่งสูงและคุณภาพของถ่านหินในประเทศมีค่าความร้อนต่ำ กำมะถันและเถ้าสูง เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง



ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ 
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตาม ธรรมชาติ เป็นพลังงานที่สะอาด ปราศจากมลพิษ และเป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูง ในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สามารถจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน
1) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ได้แก่ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบสำหรับใช้งานในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้า อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับแบบอิสระ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับผลิตไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าโดยตรง ใช้ผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง หรือพื้นที่ที่มีระบบจำหน่ายไฟฟ้าเข้าถึง อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับชนิดต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และเครื่องยนต์ดีเซล ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น โดยรูปแบบระบบจะขึ้นอยู่กับการออกแบบตามวัตถุประสงค์โครงการเป็นกรณีเฉพาะ
2) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน ได้แก่ การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
เป็นการผลิตน้ำร้อนชนิดที่มีถังเก็บอยู่สูงกว่าแผงรับแสงอาทิตย์ ใช้หลักการหมุนเวียนตามธรรมชาติ
เหมาะสำหรับการใช้ผลิตน้ำร้อนจำนวนมาก และมีการใช้อย่างต่อเนื่อง
เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำร้อนจากแสงอาทิตย์มาผสมผสานกับความร้อนเหลือทิ้งจากการระบายความร้อนของเครื่องทำความเย็น หรือเครื่องปรับอากาศ โดยผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
การอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งาน 3 ลักษณะ คือ
เป็นระบบที่เครื่องอบแห้งทำงานโดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และกระแสลมที่พัดผ่าน
เป็นระบบอบแห้งที่มีเครื่องช่วยให้อากาศไหลเวียนในทิศทางที่ต้องการ เช่น มีพัดลมติดตั้งในระบบเพื่อบังคับให้มีการไหลของอากาศผ่านระบบ
เป็นระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และยังต้องอาศัยพลังงานในรูปแบบอื่นๆ ช่วยในเวลาที่มีแสงอาทิตย์ไม่สม่ำเสมอ หรือต้องการให้ผลิตผลทางการเกษตรแห้งเร็วขึ้น
ศักยภาพ
1) ศักยภาพรังสีรวม
(เป็นค่ารวมรายวันเฉลี่ยต่อเดือนของจังหวัดและอำเภอ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536-2541)
2) ศักยภาพแสงสว่างธรรมชาติ
3) ขอข้อมูล
การใช้งาน
1) ข้อมูลของ พพ.
2) ข้อมูลของประเทศ
คู่มือและแผ่นพับ
เรื่องอื่นๆ
1) กฎระเบียบ
2) องค์ความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์
3) ทั่วไป
thaisolarheat



ข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ยิ่งน้ำมันราคาสูง พลังงานทดแทนอื่นๆยิ่งเกิดขึ้น

พลังงานที่ได้จากลมนับเป็นพลังงานทดแทนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ห่างออกไปจากช่องแคบยิบรอลต้า เป็นที่ตั้งของแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลมตาริฟาที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของสเปน ทวีปยุโรปได้ชื่อว่าใช้พลังงานลมมาผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่าทวีปอื่นๆของโลก โดยเฉพาะที่สเปนใช้กระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมมากเป็นอันดับสองของทวีปรองจากเยอรมนี

เนื่องจากพลังงานลมเป็นพลังงานทดแทนที่ราคาถูกกว่าน้ำมันมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นกังหันลมแบบนี้ได้ทั่วไปในหลายประเทศของยุโรป แต่พลังงานแบบนี้ก็มีข้อจำกัด เพราะมันจะใช้ได้กับบริเวณที่มีกระแสลมแรงเท่านั้น

แต่ด้วยความไม่หยุดนิ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนแบบใหม่ ชื่อพลังงานแบบ “โฟโต้วอลเทอิค-photovoltaic” จึงได้รับการกล่าวถึงบ่อยขึ้น แผงโซล่า เซลล์แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ใช้หลักการรวมแสงโดยกระจกเงาและนำความร้อนที่ได้ไปทำให้น้ำเดือดจากนั้นนำไอน้ำที่ได้มาผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งต้องผ่านขั้นตอนมากมาย แต่นี่เรียกว่าแผงโฟโต้วอลเทอิค หรือ PV ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยพลังงานที่ได้จากแผงพีวีนี้เกิดจากปฏิกิริยาของซิลิคอนที่ บรรจุอยู่ภายใน และพลังงานที่ได้ก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าหากวางแผงพีวีในพื้นที่ที่มีขนาดเพียง 1%ของพื้นที่ทะเลทรายที่มีอยู่ทั่วของโลก จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 10%ของความต้องการใช้ของทั่วโลก แต่อุปสรรคใหญ่ของการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยแผงพีวีคือ ราคาของซิลิคอนที่ยังสูงเกินไปโดยเทียบได้กับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากน้ำมัน
ดังนั้นหลายคนจึงมองไปถึงพลังงานจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานชีวะภาพหรือพลังงานสะอาดที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไม้ หรือซากพืชผลทางการเกษตร อย่างที่สเปนผลิตพลังงานชีวะภาพจากมะกอก

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากมีการพัฒนาพลังงานชีวะภาพอย่างจริงจังในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม พลังงานที่ได้จะสามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้มากกว่า 100 ล้านหลังคาเรือนในอีก 15 ปี.

จากคุณ Wit-Tha-Ya 

แนวโน้มพลังงาน ไทย-โลก

พลังงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกมีการพัฒนาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ พลังงานได้เป็นสินค้าที่มีความเป็นสากล (International) มีการซื้อขายกันทั่วโลก ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ น้ำมันปิโตรเลียม และพลังงานประเภทอื่นซึ่งขนย้ายได้ยาก เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า ก็ได้มีการขยายเครือข่ายการขนส่ง ท่อ และสายส่งระหว่างประเทศมากขึ้น เช่น ในยุโรป อเมริกา และ อาฟริกา ทำให้การค้าพลังงานระหว่างประเทศมีความสำคัญและมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพลังงานเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกๆ อย่าง จึงมีความสำคัญต่อทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

อย่างไรก็ตามการจัดหาให้ได้พลังงานมา และการนำพลังงานไปใช้ ล้วนแต่ต้องอาศัยการลงทุนปริมาณมหาศาล ดังเช่น ทบวงพลังงานโลก หรือ IEA (International Energy Agency) ได้ประมาณการไว้ว่าในช่วงปี 2001-2030 โลกต้องลงทุนในกิจการพลังงานถึง 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยร้อยละ 60 (640 ล้านล้านบาท) ของการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนในกิจการไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการผลิตไฟฟ้า และการสร้างสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้า

โดยตัวเลขที่น่าสนในใจคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยร้อยละ 32 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในโลกจะมาจากภูมิภาคนี้ ที่สำคัญคือ ประชาชนและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องใช้ไฟฟ้า ดังนั้นทุกประเทศจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในกิจการไฟฟ้าให้เพียงพอ นั่นก็คือ ไม่ลงทุนไม่ได้ ซึ่งไฟฟ้าเป็นกิจการที่เป็น Capital Intensive การลงทุนจึงมีปริมาณมหาศาลในแต่ละปี

การจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอจึงเป็นภาระที่สำคัญของรัฐบาลของทุกประเทศต้องวางแผนในการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากกิจการไฟฟ้าเป็นกิจการที่อาศัยเงินลงทุนสูงมาก การเข้าหาแหล่งทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ บริษัทไฟฟ้าเอกชน และบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ได้ในต้นทุนที่ต่ำ จะเป็นผู้มีความได้เปรียบในการลงทุน ทั้งทางด้านขนาดของกิจการที่จะลงทุน และต้นทุนที่ใช้ในการลงทุน กิจการไฟฟ้าจึงกลายเป็นกิจการที่มีการแข่งขันไร้พรมแดน ผู้ใดที่บริหารได้ต้นทุนต่ำสุดก็คือผู้ชนะความได้เปรียบด้านลงทุนจะเป็นของบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีเครือข่ายทางการเงินที่กว้างขวาง สามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำ มีความทันสมัยด้านเทคโนโลยี และสามารถหาเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนได้ง่าย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาล หากไม่สามารถหาเงินลงทุนได้มากเพียงพอ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งภาคเอกชนที่มีศักยภาพมากที่สุดทั้งทางด้านการเงิน และเทคโนโลยีก็คือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ที่ต้องการขยายการลงทุนนอกขอบเขตประเทศของตน ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวอย่างของหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา และแม้แต่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติเข้าไปดำเนินการหลายราย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียนั้น การจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทุกประเทศได้มีการดำเนินการ ทั้งการหาพันธมิตร การออกไปแสวงหาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดหาพลังงานของประเทศในภูมิภาคนี้ก็ คือ ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานที่สำคัญในภูมิภาค

จีนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และแน่นอนการใช้ไฟฟ้าก็ต้องมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตามไปด้วย นอกจากอัตราเติบโตที่รวดเร็วแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ ขนาดของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งมีประชากรกว่าพันล้านคน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงมหาศาล ซึ่งความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนคำนึงถึงอย่างมาก เพราะต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ที่มั่นคง แต่เนื่องจากแหล่งพลังงานในภูมิภาคมีจำกัด ทุกประเทศจึงต้องแข่งขันกันในการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการแข่งขันด้านการลงทุนและการจัดหาเชื้อเพลิง นั้น ผู้ที่จะชนะได้ต้องมีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และที่สำคัญคือต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์กรนำด้านพลังงาน (หรือ National Champion) ของแต่ละประเทศจะต้องเป็นแกนหลักในการเข้าหาแหล่งทุนและแหล่งเชื้อเพลิง และแต่ละประเทศก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้องค์กรนำด้านพลังงานของประเทศตนเป็นบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติของต่างประเทศ ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติมาเป็นองค์กรนำด้านไฟฟ้าของประเทศ มีอิทธิพลครอบงำประเทศ ก็ต้องพัฒนาบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติให้มีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และ ที่สำคัญต้องมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ และออกไปแข่งขันนอกอาณาเขตประเทศตนได้

สำหรับประเทศไทยนั้น การที่กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยจะสามารถดำเนินอยู่และเจริญเติบโตได้ในสภาวะของโลกซึ่งมีการแข่งขันด้านกิจการไฟฟ้าอย่างไร้พรมแดนนั้น ต้องมีการปรับตัวเองให้พร้อม เมื่อโลกเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็ย่อมถูกกลืนเข้าไปในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่จะกลืนเรานั้นก็คือ ทุนข้ามชาติ ที่มีการเคลื่อนย้ายและลงทุนอย่างไร้พรมแดนทางเลือกของเราก็คือ จะโต้อยู่บนคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง หรือ ถูกกลืนไปกับความเปลี่ยนแปลง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจไทยนั้น ทำให้เราต้องมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาลตามมาเพื่อรองรับความต้องการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การที่จะได้มาซึ่งต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุดนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ (Key Factor) ปัจจัยแรกของกิจการไฟฟ้า ปัจจัยที่สองที่ตามมาก็คือ การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตัวเองให้เทียบระดับสากล

ที่มา : เว็บไซต์ http://www.thaienergynews.พฤศจิกายน 2547สุวิทย์ สุทธิจิระพันธ์ (suwits@mfa.go.th)

พลังงานไทย... เพื่อใคร?

พลังงานไทย... เพื่อใคร?

คณะรัฐมนตรี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2554 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ให้ทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซ NGV และ LPG สำหรับภาคขนส่ง เริ่ม 16 มกราคม 2555 นี้
16 ม.ค.55 ขึ้นราคา LPG และ NGVแน่โพสต์ทูเดย์ 28 ธันวาคม 2554

รมว.พลังงาน ไม่สน “ขนส่ง-รถรับจ้าง” ประท้วง
ยันเดินหน้าขึ้นราคา NGV ตามแผน 16 ม.ค.นี้ เพื่อให้ต้นทุนสอดคล้องกับความจริง
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2554


ก๊าซ ราคาที่ปรับระยะเวลา
NGVเดือนละ 50 สตางค์/กิโลกรัม16 มกราคม 2555 - ธันวาคม 2555
LPGก่อน เดือนละ 75 สตางค์/กิโลกรัม
(41 สตางค์/ลิตร)
16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป จนไปสู่ต้นทุนโรงกลั่นน้ำมัน

ข้ออ้างในการปรับราคา
ข้อเท็จจริง
  • เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซ NGV และ LPG สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • แก้ปัญหาการขาดทุนของบริษัท ปตท จำกัด(มหาชน)
นางสาวอนุตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการประมาณการรายได้ของ บมจ.ปตท ในปี 2555 จะมีรายได้รวม 2,834,237 ล้านบาท หรือประมาณ2.8 ล้านล้านบาท[1]
(ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวว่า กลุ่ม ปตท. จะทำกำไรได้ถึง 80,000 ล้านบาท ในปี 2554)

ผลกระทบจากการปรับราคาถึงสิ้นปี 55
NGV ราคาจะสูงขึ้น 70% และ LPG ราคาจะสูงขึ้น 44% จากราคาปัจจุบัน

ก๊าซ ราคาปัจจุบันราคาที่สิ้นปี 2555จ่ายเพิ่มขึ้น
NGV8.50 บาท/กิโลกรัม 14.50 บาท/กิโลกรัม 6 บาท/กิโลกรัม (70%)
LPG11.14 บาท/ลิตร 16.06 บาท/ลิตร 4.92 บาท/ลิตร (44%)

ผู้ใช้รถยนต์ NGV และ LPG มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ก๊าซ ปริมาณก๊าซที่ได้ ค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่สิ้นปี 2555เพิ่มขึ้น
NGVราว 40 กิโลกรัมจ่าย 340 บาท580 บาท140 บาท
LPGราว 45 ลิตรจ่าย 500 บาท720 บาท220 บาท

มาตรการช่วยเหลือของรัฐ
ก๊าซ
มาตราการช่วยเหลือ
กลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือ
กลุ่มที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ
NGVกระทรวงพลังงาน มอบหมายให้ ปตท. ดำเนินโครงการบัตรเครดิตพลังงาน NGV ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)รถแท็กซี่ รถสามล้อ และ รถตู้ร่วม ขสมก. NGV เฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 65,500 คันรถโดยสารต่างจังหวัดทั้งหมด รถบรรทุกขนส่ง และรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งหมด
LPGรัฐบาลให้เงินสนับสนุนเปลี่ยนอุปกรณ์ไปใช้ก๊าซ NGV แทนเฉพาะกลุ่มรถแท๊กซี่รถยนต์ส่วนบุคคลรถบรรทุกขนส่งทั้งหมด


[1] ข่าว ปตท.ฟุ้งรายได้ปี'55แตะ2.8ล้านล้านบาทเล็งออกหุ้นกู้เดือนม.ค.นี้ : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 ธันวาคม 2554
ความจริงเบื้องหลัง ขึ้นราคา NGV & LPGบทพิสูจน์...พลังงานไทย เพื่อใคร !
(ข้อมูล จากรายงานศึกษาตรวจสอบ เรื่อง “ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ”
ของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)

1.ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดใหญ่หลายแหล่ง
มีการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ...ถึงขั้นติดอันดับโลก

ปัจจุบันประเทศไทยมีการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบทั่วประเทศแล้วกว่า 5,000 หลุม[1] โดยมีแปลงสัมปทานทั้งสิ้น 81 แปลง แท่นผลิต 225 แท่น[2] เดือนมิถุนายนปี 2553 ประเทศไทยขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 40 ล้านลิตรต่อวัน และก๊าซธรรมชาติ (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ปริมาณ 105 ล้านลิตรต่อวัน[3]
ในปี 2552 จากฐานข้อมูลของสถาบัน Energy Information Administration (EIA) ของรัฐบาลสหรัฐฯ จัดอันดับประเทศไทยเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับ 23 และเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบ1อันดับ 35 จากจำนวน 217 ประเทศของโลก2[4] จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลกประเทศหนึ่ง


[1] ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
กระทรวงพลังงาน http://www2.dmf.go.th/executive/index.html
2. การขึ้นราคาก๊าซ NGV เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ?

โครงสร้างราคา NGV ที่ ปตท. อ้างว่าทำให้ขาดทุนหากขายที่ 8.50 บาท/ก.ก.
ต้นทุนเนื้อก๊าซ 8.39 บาท + ­­­ค่าบริหารจัดการและขนส่ง 5.56 บาท + ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ภาษีค่าการตลาด 1.01 บาท รวม 14.96 บาท/ก.ก.

2.1 ต้นทุนเนื้อก๊าซ NGV 8.39 บาท เป็นราคาสูงเกินจริงถึง 4 เท่าตัว ?
จากโฆษณาของ ปตท. พบว่า “ต้นทุนเนื้อก๊าซที่ 8.39 บาท/ ก.ก.” นั้น ไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริง แต่เป็นราคาก๊าซที่ ปตท.ขายให้กับโรงไฟฟ้า เท่านั้น
ต้นทุนเนื้อก๊าซที่แท้จริงนั้น ต้องดูจากราคาก๊าซที่ ปตท. ซื้อจากปากหลุมก๊าซซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอ่าวไทย
จากการเปรียบเทียบราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกกับราคาที่ ปตท. ซื้อจากอ่าวไทย พบว่า ปตท. ซื้อก๊าซจากอ่าวไทยได้ต่ำกว่าราคาตลาดโลกเกือบ 45-50%
เมื่อตุลาคม 2554 ราคาก๊าซตลาดโลก เช่น ในแหล่ง Henry Hub ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาอยู่ที่ 3.63 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู หรือเท่ากับ 4 บาท/ก.ก.เท่านั้น[1] ดังนั้น เมื่อ ปตท. ซื้อก๊าซได้ต่ำกว่า 45-50% จึงมีต้นทุนซื้อก๊าซจากอ่าวไทยในราว 2 บาท/กิโลกรัมเท่านั้น
ดังนั้น ราคาเนื้อก๊าซ 8.39 บาท/ก.ก. ที่ ปตท. โฆษณาและนำไปขอปรับขึ้นราคากับรัฐบาล จึงเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จ และสูงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริงถึง 4 เท่าตัว


[1] คิดเทียบจากค่าความร้อน NGV จาก ปตท = 35,947 บีทียู/ก.ก


2.2 ค่าปั๊มและขนส่ง NGV สูง 70% ประชาชนรับเละ !

NGV เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติเบากว่าอากาศมากจึงมีแรงดันมหาศาล ไม่สามารถบรรจุลงถังเหล็กขนาดใหญ่แบบรถบรรทุกก๊าซ LPG ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตามท่อส่งก๊าซธรรมชาติ แต่พบว่าขณะนี้ ปตท. เลือกใช้วิธีบรรจุลงในถังก๊าซขนใส่รถบรรทุกให้แล่นไปส่งตามปั๊ม NGV ที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซมากกว่า 349 แห่ง ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดทุนของก๊าซ NGV

ปั๊ม NGV จำนวน 453 สถานี*
ปั๊ม NGV แนวท่อส่งก๊าซฯ 104 แห่ง
ปั๊ม NGV นอกแนวท่อส่งก๊าซฯ 349 แห่ง
*ข้อมูลจาก ปตท ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2554

ข้อเสียของปั๊ม NGV นอกแนวท่อฯ คือ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ชุมชนที่ไม่มีแนวท่อก๊าซธรรมชาติผ่าน จึงต้องพึ่งพารถบรรทุกพ่วง(Trailer) ขนส่ง NGV จากสถานีจ่ายก๊าซฯ หลัก ซึ่งการขนส่ง NGV ในแต่ละเที่ยวจะขนส่งในสถานะที่เป็นก๊าซจึงบรรจุได้ในปริมาณน้อย มีระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งนาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้ปั๊ม NGV นอกแนวท่อฯ นี้มีปริมาณ NGV สำหรับบริการแก่ผู้ใช้รถ NGV ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และผู้ใช้ NGV จะต้องรอจนกว่ารถขนส่งก๊าซ NGV รอบถัดไปจะมาถึง

เมื่อคิดเทียบจากราคาเนื้อก๊าซ NGV ที่ 8.39 บาท/ก.ก. รวมกับต้นทุนค่าปั๊ม ค่าขนส่งก๊าซที่ 5.56 บาท/ก.ก. พบว่าต้นทุนค่าปั๊มและค่าขนส่ง จะสูงถึง 40% ของราคาก๊าซทั้งหมด(ไม่รวมภาษี)
แต่หากคิดเทียบจากราคาเนื้อก๊าซที่แท้จริงที่ 2 บาท/ก.ก. จะพบข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่าว่า สัดส่วนของต้นทุนค่าปั๊ม ค่าขนส่งนั้นสูงถึง 73% ของราคาก๊าซทั้งหมด(ไม่รวมภาษี)
ต้นทุนค่าขนส่ง NGV ที่ไร้ประสิทธิภาพนี้ ได้ถูกผลักมาในราคา NGV ให้ประชาชนรับภาระแทนทั้งหมด
คำโฆษณาที่ว่า พลังงานไทย...เพื่อไทย จึงไม่เป็นความจริงเลย

2.3 คนใช้รถ NGV ขาดทุน แถมเพิ่มภาวะโลกร้อน เพราะมีการเติมคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 18%
กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานมีส่วนสำคัญที่ทำให้ ปตท. สามารถเติมคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)ลงใน NGV ได้อย่างถูกกฎหมาย
ประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ พ.ศ.2552 กำหนดให้ ปตท สามารถเติม CO2 ได้ถึง 18% ด้วยเหตุผลว่า เพื่อแก้ปัญหาค่าความร้อนของก๊าซธรรมชาติที่แตกต่างกันมาก อันเนื่องมาจากก๊าซแต่ละแหล่งส่งผลต่อรถ NGV ที่เติมก๊าซข้ามแหล่งกัน ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2552 เป็นต้นมา
ผลของการเติม CO2 ทำให้ NGV ของประเทศไทย มีค่าดัชนีวอบบี้หรือค่าพลังงานความร้อนที่ต่ำ คือ อยู่ระหว่าง 37-42 เมกกะจูล/ลูกบาศก์เมตร (MJ/m3) ในขณะที่มาตรฐานสากลก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ จะกำหนดให้มี CO2ได้ระหว่าง 0-3% เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนอันเกิดจากการปล่อยก๊าซ CO2 สู่ชั้นบรรยากาศของโลกนั่นเอง
เมื่อก๊าซธรรมชาติมี CO2 ต่ำ ทำให้ค่าดัชนีวอบบี้หรือค่าพลังงานความร้อนของก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศสูงกว่าของประเทศไทย คืออยู่ที่ 46 – 52.9 MJ/m3 และจึงส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์มากกว่าของประเทศไทย
ในขณะที่ผู้บริโภคจ่ายเงิน 100 บาทแต่ได้ NGV จริงๆแค่ 82 บาทเท่านั้น รถวิ่งได้ระยะทางน้อยลง วิ่งอืดขึ้น และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
3. การขึ้นราคาก๊าซ LPG เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ?

ก๊าซ LPG เป็นก๊าซที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมัน โดยการนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนซึ่งเป็นส่วนประกอบของก๊าซธรรมชาติมาผสมกัน อัดใส่ถังก็จะเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas - LPG) หรือที่เรียกว่า ก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เชื้อเพลิงของรถยนต์ และนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย
ความจริงที่ควรรู้คือ
รถยนต์ LPG ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ก๊าซ LPG ขาด และต้องเสียเงินนำเข้า จึงไม่ใช่เหตุผลที่รัฐบาลจะใช้เพื่อการปรับขึ้นราคา LPG

ในปี 2553 ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซ LPG ได้ 4.4 ล้านตัน พบว่าภาคครัวเรือนใช้อยู่ที่ 2.4 ล้านตัน และรถยนต์ใช้ 6.8 แสนตัน รวมแล้วเท่ากับ 3.1 ล้านตันเท่านั้น ยังเหลือให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้ถึง 1.3 ล้านตันโดยไม่ต้องนำเข้า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ก๊าซ LPG ไม่พอเพียง เป็นเพราะกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มบริษัทในเครือของ ปตท. มีการใช้ LPG ในปริมาณที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ LPG ที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอ
ในปี 2551-2553 การใช้ก๊าซ LPG ของกลุ่ม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ที่ 9 แสนตัน , 1.28 ล้านตัน และ 1.59 ล้านตัน เรียงตามลำดับ เป็นปริมาณการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด แม้แต่ข้อมูลที่กระทรวงพลังงานเสนอต่อที่ประชุม กพช. เพื่อขอปรับราคา LPG ที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีสัดส่วนการใช้ LPG สูงเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 68% ของปริมาณที่ประชาชนทั้งประเทศใช้

นี่จึงเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ก๊าซ LPG ไม่เพียงพอ และเกิดภาระ การชดเชยจากการนำเข้าจาก ต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 – กันยายน 2554 คิดเป็นเงินประมาณ 57,339 ล้านบาท
แทนที่รัฐบาลจะไปจัดเก็บเงินค่าก๊าซกับกลุ่มปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น กลับกำหนดให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ก๊าซ LPG ต้องจ่ายเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน ในอัตรากิโลกรัมละ 8 - 11 บาท (ในช่วงปี 2555 เป็นต้นไป) และยังผลักภาระมาให้ประชาชนด้วยการขึ้นราคา LPG อีก

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่า การให้ข้อมูลของรัฐบาลในการปรับขึ้นราคา NGV และ LPG เป็นการให้ข้อมูลที่โกหก บิดเบือน ทำให้การประกาศปรับขึ้นราคา NGV และ LPG อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นเท็จและไม่เป็นธรรมกับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
วิธีต่อสู้ต่อความไม่เป็นธรรมที่ท่านทำได้ โดยช่วยกันใช้ช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูล ข้อเท็จจริงนี้ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด