แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฟฟ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฟฟ้า แสดงบทความทั้งหมด

โคมไฟแสงอาทิตย์...พลังงานแก่คนยากจน

โคมไฟแสงอาทิตย์ทำให้ชีวิตของเด็กๆที่อยากจนดีขึ้น (รูปภาพจาก : http://news.discovery.com )
Evans Wadongo นั้นอายุยังไม่ 25 แต่เขาก็ได้เปลี่ยนชีวิตของคนชาวเคนย่านับหมื่นที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนชนบทที่ยากจนด้วยการมอบโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่พวกเขา
ในฐานะที่เป็นเด็กที่โตในเคนย่าแถบตะวันตกนั้น Wadongo ได้พยายามอย่างหนักที่จะทำการบ้านด้วย โคมไฟที่ใช้น้ำมันก๊าด อีกทั้งยังถูกตีที่โรงเรียนอีกด้วยถ้าเกิดครอบครัวของเขาเกิดเชื้อเพลิงหมดขึ้นมา และควันไฟยังส่งผลให้สายตาของเขาเสียหายอย่างถาวร
แต่พ่อของเขา ผู้ซึ่งถูกอธิบายไว้ว่าเป็นคุณครูที่เข้มงวดมาก และเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขานั้น ได้เห็นว่าเขาสามารถเรียนจนจบและเข้ามหาวิทยาลัยได้
เมื่ออยู่ที่นั่น Wadongo ได้เริ่มคิดว่าทำอย่างไรถึงจะปรับปรุงแก้ไขสภาพความเป็นอยู่ของเด็กๆในชุมชนที่มีสภาพคล้ายกันกับหมู่บ้านของเขา ซึ่งก็มีอยู่มากมาย ถึงแม้เคนย่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในแอฟริกาตะวันออกก็ตาม ประชาชนจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งก็มีชีวิตอยู่ในแต่ละวันด้วยเงินน้อยกว่าหนึ่งดอลล่าร์อยู่ดี
เขาอยากจะช่วยผู้คนมาโดยตลอดแต่ไม่อยากจะเรียนด้านการแพทย์ เขาก็เลยไปลงที่วิศกรรมแทน ซึ่งเขาอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นตอนที่เขาได้คิดค้นโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยการนำเงินสู้ยืมเพื่อการศึกษาส่วนหนึ่งไปหาซื้อสิ่งที่เขาต้องการ
“ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมาถึงขนาดนี้ได้ ตอนแรกผมอยากจะทำไปให้คุณย่าผมซักอันหนึ่งเท่านั้น” เขาจำได้
ตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตเมื่อปี 2004 ทุกวันนี้มีโคมไฟดังกล่าวแล้วจำนวน 15,000 ชิ้น ซึ่งเขาหวังว่าจะทำให้ได้ 100,000 ชิ้นภายในปี 2015
“ผมเริ่มจากหมู่บ้านที่ผมโตขึ้นและได้เห็นเด็กๆไปเรียนหนังสือตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม” เขากล่าว
เขาไม่มีเวลาสำหรับชนชั้นการเมืองของเคนย่า และกล่าวว่า “พวกเขาอยากให้คนจนอยู่อย่างนั้นเพื่อที่พวกเขาจะได้มีอำนาจต่อไป”
สำหรับ Wadongo แล้ว โคมไฟพวกนี้ไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่นั้น แต่มันยังเป็นหนทางที่จะทำให้คนหลุดพ้นจากความยากจนอีกด้วย
เขาและทีมงานจากโครงการ “Use Solar, Save Lives” นั้นเริ่มต้นจากการค้นหาชุมชนที่ยากจนที่ต้องพึ่งพาแสงสว่างจากน้ำมันก๊าดเวลาที่พวกเขาพอมีเงินที่จะซื้อเชื้อเพลิงมาใช้ได้ พวกเขาได้มอบโคมไฟจำนวน 30 ชิ้นให้กับกลุ่มๆหนึ่งของชุมชนนั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้หญิง และยังได้สนับสนุนให้ชุมชนรวมกองทุนที่แต่ละครอบครัวสะสมกันมาด้วยการไม่ต้องไปซื้อน้ำมันก๊าดอีก
เมื่อกองทุนเหล่านั้นสะสมได้จำนวนหนึ่งแล้ว พวกเขาสามารถไปริเริ่มโครงการใดโครงการหนึึ่งอย่างการทำฟาร์มปลาหรือเพาะพันธุ์กระต่ายก็ได้
ส่วนชุมชนที่ย้ายที่อยู่กันบ่่อยๆก็จะได้รับโคมไฟแบบพิเศษที่ทำให้การขนย้ายนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างก็คือหมู่บ้าน Chumbi ซึ่งอยู่ห่างจากไนโรบีไป 31 ไมล์ซึ่งให้การตอนรับ Wadongo เป็นอย่างดี
“พวกเขาต่างก็อยากได้โคมไฟ” Agnes Muthengi ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนจากชุมชนที่ติดตามเขาเข้าไปในหมู่บ้านกล่าวด้วยรอยยิ้ม
Jennifer David อายุ 47 ปี อาศัยอยู่ในบ้านที่สร้างจากโคลนผสมอิฐและขนาบข้างด้วยสิ่งปลูกสร้างด้านนอกที่ส่วนใหญ่ทำจากเศษเหล็ก
ถัดไปก็เป็นไร่ข้าวโพดที่เหี่ยวเฉาเนื่องจากขาดน้ำ ซึ่งสามีของ David นั้นเป็นแรงงานรายวัน และงานนั้นก็หายาก แหล่งรายได้ที่เหลืออีกทางหนึ่งของเธอก็คือการเพาะพันธุ์กระต่าย แต่เนื่องด้วยกระต่ายหนึ่งตัวก็ให้เงินได้แต่ประมาณ 1.3 ดอลล่าร์ต่อตัวเท่านั้น อีกทั้งลูกของเธอคนหนึ่งจากทั้งหมดห้าคนก็ป่วยและต้องอยู่ในบ้าน ทำให้ชีวิตลำบากมากทีเดียว
มีข้อความหนึ่งอยู่บนเหล็กบิดๆที่ขึ้นสนิมเป็นข้อความที่บอกให้ผู้มาเยือนว่าคนอยู่ที่อาศัยในที่นี่นั้นเชื่อในพระเจ้า และสิ่งที่แขวนอยู่ที่เสาลานบ้านก็คือโคมไฟของ Wadongo ที่กำลังชาร์จอยู่
“ตั้งแต่ฉันได้โคมไฟดวงนี้สิ่งต่างๆก็เปลี่ยนไป” David กล่าว “ก่อนหน้านี้ฉันใช้น้ำมันก๊าดและมันก็มีกลิ่นและควันมาก อีกทั้งเราก็จ่ายเงินค่าน้ำมันก๊าดไปเยอะ”
ในตอนนี้ ลูกๆของเธอสามารถเรียนและอ่านหนังสือได้ในตอนค่ำโดยปราศจากค่าใช้จ่ายหรือสิ่งรบกวนแล้ว
Wadongo วางแผนที่จะขยายโครงการของเขาออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีอูกานดาเป็นเป้าหมายต่อไป ตอนนี้เขาก็เริ่มฝึกเด็กฝึกงานที่ไม่ได้มาจากเฉพาะเคนย่าหรือในแอฟริกาอย่างเดียวแต่ยังมีมาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯอีกด้วย เขายังตั้งเป้าที่กระจายการผลิตโคมไฟออกไปซึ่งเป็นการสร้างงานให้กับเด็กที่ไม่มีงานทำเช่นกัน
วิศวกรหนุ่มคนนี้ได้วางแผนทำหมู่บ้านตัวอย่างที่ Nyaobe ที่อยู่ทางตะวันตกของเคนย่าซึ่งคร่อมเส้นศูนย์สูตรอยู่ โดยผู้อยู่อาศัยจะได้รับสายไฟพลังงานแสงอาทิตย์และมีอินเตอร์เน็ตใช้
“ถ้าเราทุกคนคิดถึงคนอื่นก่อนที่จะคิดถึงตัวเอง โลกก็จะดีขึ้นกว่านี้” เขากล่าว

ประเทศไทยกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

การแบ่งโรงงานไฟฟ้า



สัมภาษณ์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


โดย วิรุฬหกกลับ








ภาวะขาดแคลนพลังงานเป็นปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ หลายประเทศเริ่มหันมาพึงพาพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามก็เริ่มขยับเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ในขณะที่ประเทศไทย มีการใช้พลังจากหลายแหล่งและกว่า 60 เปอร์เซ็นต์จากพลังงานในระบบของประเทศ ไทยเราใช้พลังงาน จากก๊าซธรรมชาติที่ได้จากอ่าวไทยเป็นหลัก ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงไป ในขณะที่แหล่งพลังงานอย่างอื่นเช่นพลังงานจากน้ำซึ่งต้องอาศัยการสร้างเขื่อนก็ดูไม่เหมาะกับประเทศไทยในปัจจุบันที่เริ่มพื้นที่ในการสร้างได้ยากยิ่งขึ้น ซ้ำประเด็นการอนุรักษ์ธรรมชาติก็เป็นเรื่องที่ถูกนำมาถกและพูดคุยกันอยู่เสมอ ดังนั้น เหมือนประหนึงว่าทางเลือกของแหล่งพลังงานจากไทยมีอยู่ไม่กี่ทางและ โครงการโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีการนำมาพูดคุยกันอยู่เสมอ ในขณะที่ความหวาดกลัวต่อปฎิกริยานิวเคลียร์ยังมีอยู่ทั่วไปในประชาชนคนไทยที่เกรงกลัวถึงภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติ สิรินธร (SIIT) ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย เปิดเผยกับเราว่า


“ปัญหาเรื่องพลังงานของเมืองไทยนี้ จริงๆมันมีอยู่สองทาง คือการซื้อมาจากข้างนอก เช่น ไทยซื้อจากจีน จากลาว ก็ต้องลงทุน แต่มีความเสี่ยง ถ้าเขาไม่ขายให้เราก็แย่ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เราสามารถพึงตนเองได้ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็จะเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ราคาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก อาจจะเพิ่มขึ้นแต่ว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก ข้อดีอีกอย่าง คือการซื้อขายพลังงานพวกนี้จะมีการทำสัญญาที่ค่อนข้างจะยาวนาน เพราะฉะนั้นการซื้อขายในลักษณะนี้ การเปลี่ยนแปลงก็จะมีไม่ค่อยเยอะ อย่างเราตกลงกันแล้วเขาก็จะมีให้เรา
ทางด้านเชื้อเพลิงยูเรเนียมมีอยู่เยอะพอสมควรปัญหาการขาดแคลนยังมีอยู่น้อยความเหมาะสมกับของประเทศไทยที่จะโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มีอยู่มากเมื่อเทียบกับทางเลือกอย่างอื่น มันยังมีผลดีของทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ถ้าใช้พลังงานน้ำก็มีปัญหาทางด้านพื้นที่ ใช้ก๊าซเราก็ไม่มีมากนัก และที่สำคัญ ก๊าซปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ ขณะที่นิวเคลียร์ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นพิจารณา ในเรื่องนี้ความเหมาะสมเป็นองค์ประกอบหนึ่งไม่ใช่องค์ประกอบหลัก ถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งเป็นทางเลือกที่ดี ”.



ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์


สำหรับการตั้งโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการกลั่นกรองมากมาย โดยพื้นที่ก่อสร้างจะต้องไม่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในแนวแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ เพราะหากเกิดการเคลื่อนของแผ่นเปลือกโลกจากแนวแผ่นดินไหวขึ้นมาก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย กับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ทั้งยังต้องพิจารณาในประเด็นต่างๆอีกมากมาย เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยง เช่น ไม่อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดสึนามิ เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง ไม่อยู่ใกล้ชุมชนเกินไป ทั้งยังต้องไม่อยู่ในพื้นที่สำคัญเช่นอยู่ใกล้จุดสำคัญต่างๆเช่น เขตป่าสงวน แหล่งโบราณสถาน อุทยานแห่งชาติ หรือในทางด้านวิศวกรรมก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม เพื่อเลือกสถานที่ที่ไม่มีการยุบตัว


“การตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาสักแห่งต้องผ่านการพิจารณาที่ละเอียดถี่ถ้วนมากต้องมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆเข้ามาร่วมกันพิจารณา นอกจากกฎระเบียบต่างๆแล้ว ตัวอาคารที่สร้างโรงงานนิวเคลียร์เองนี้เขากำหนดไว้เลยว่าจะมีมากถึง 5 ชั้น ชั้นนอกสุดจะเป็นคอนกรีตที่หนาเกือบ 2 เมตร สมมติถ้า ในกรณีที่แย่ที่สุดคือเกิดการระเบิดขึ้นมามันก็จะไม่ทำให้โครงสร้างที่อยู่ข้างนอก ที่เป็นคอนกรีตนี้พังลงมาได้ เพราะฉะนั้นถ้าระเบิดมันก็อยู่ข้างในนั้ นทิ้งไว้ก็จะไม่มีอันตรายอะไรถ้าไม่มีใครไปยุ่ง เพียงแต่เสียพื้นที่ตรงนั้นไป แต่ขั้นตอนกว่าที่จะสร้างโรงงานขึ้นมาได้ มันใช้เวลานานมาก”


สำหรับประเทศไทยมีความคิดที่จะสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2517 โดยในขณะนั้นมีโครงการจะสร้างในบริเวณ อ่าวไผ่ จังหวัดชลบุรี แต่ในขณะนั้นได้มีการขุดพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จึงทำให้โครงการดังกล่าวหยุดชะงักไป ก่อนที่จะมีการนำมาปัดฝุ่นกันอีกครั้งในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ และเลือกสถานที่ในการก่อสร้าง


“ขณะนี้เริ่มมีการพิจารณาเรื่องการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเลือกสถานที่ ได้สถานที่ในเบื้องต้นมาหลายสถานที่ก็กำลังศึกษาในเชิงลึกว่าสถานที่ไหน เหมาะสมที่สุด ซึ่งตัวสถานที่ยังไม่สามารรถเปิดเผยได้
ถ้าจะสร้างก็คงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะติดกับน้ำทะเลตรงบริเวณที่มีชายฝั่งมากกว่า เพราะโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องการปริมาณน้ำที่สูง การที่จะสร้างโดยใช้น้ำจืดค่อนข้างจะมีปัญหา เพราะหากมีการสร้างในแหล่งน้ำจืด ก็หมายความว่าเขาต้องเก็บน้ำเพื่อเก็บไว้ใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อการเกษตร เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราคิดกันก็คือสร้างในบริเวณที่ติดกับทะเลเพราะสามารถนำน้ำทะเลมาใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ได้ ”


การสร้างโรงานไฟฟ้านิวเคลียร์จำเป็นต้องได้รับการฉันทานุมัติจากประชาชนซึ่งอาจจะมาในรูปของการทำประชาพิจารณ์และหากประชาชนชาวไทยเห็นพ้องต้องกันว่าต้องการให้สร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาจริงๆแล้วละก็จะมีการดำเนินงานก่อสร้างโดยแผนพลังงานของประเทศไทยกำหนดให้มีการสร้างโรงงานไฟฟ้าพำลังงานนิวเคลียร์ในระยะแรก 4 โรงย่อยอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดย 1 โรงงานจะสามารถผลิตสามารถผลิตพลังงานได้ประมาณโรงละ 1,000 MW ซึ่งจะสามารถผลิตพลังงานเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบได้เป็นจำนวนประมาณ 4,000 MW ต่อปี ซึ่งถือว่า ช่วยแบ่งเบาภาระทางด้านพลังงานของชาติได้เป็นจำนวนที่มากแม้ในปัจจุบันเราต้องการพลังงานที่ใช้ในแต่ละปีเป็นจำนวนถึงประมาณ 20,000 MW ต่อปี

ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกจัดให้อยู่ใน 3 Generation ซึ่งสามารถแบ่งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ออกได้เป็น 3 แบบ คือ


1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำเดือด (Boiling Water Reactor : BWR)
โดยอาศัยหลักการทำงานโดยการถ่ายทอดความร้อนของเชื้อเพลิงให้แก่น้ำจนกลายเป็นไอ และหมุนกังหัน ทำให้เกิดเป็นพลังงาน



เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเดือด
ภาพจาก http://www.nst.or.th



2.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์ความดันสูง (Pressurized Water Reactor : PWR)
คล้ายคลึงกับแบบ Boiling Water Reactor (BWR)แต่แยกการทำงานเป็นสอง ลูปทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องสารกัมตภาพรังสีรั่วไหล แต่ข้อเสียคือต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่า แบบ Boiling Water Reactor (BWR)



เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบใช้น้ำความดันสูง
ภาพจาก http://www.nst.or.th



3.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (Pressurized Heavy Water Reactor : PHWR)

มีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกับแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์ความดันสูง (Pressurized Water Reactor : PWR)แต่ใช้ ดิวทอเรียม (D2O) ซึ่งเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจนแทนที่น้ำ(H2O) ข้อดีของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แบบนี้คือใช้พลังงานเชื้อเพลิงน้อย แต่ข้อเสียคือ ดิวทอเรียม หาได้ยาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำมวลหนักเรียกอีกอย่างว่า candu เนื่องจากประเทศแคนนาดาเป็นผู้ผลิตโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แบบนี้



เครื่องปฏิกรณ์แบบใช้น้ำมวลหนัก
ภาพจาก http://www.nst.or.th


(* รายละเอียดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์จะนำเสนอในโอกาสต่อไป)

ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์เผยว่าแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์ความดันสูง (Pressurized Water Reactor : PWR) และหากประเทศไทยมีการสร้างก็คงจะเลือกสร้างในแบบนี้เนื่องจากมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง

สิ่งที่ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยคือความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ มองว่าประชาชนไทยยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอทำให้เกิดความหวาดกลัวและยึดติดกับภาพการระเบิดของปฎิกริยานิวเคลียร์ในคราวสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวแทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจาก การนำปฎิกริยานิวเคลียร์ไปสร้างเป็นระเบิดต้องใช้ความเข้มข้นของธาตุยูเรเนียมที่สูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่การสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใช้ความเข้มข้นเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นความเข้มข้นที่น้อยมากเมื่อเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน


“สิ่งที่จำเป็นคือการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนต้องให้เขาได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สื่อต่างๆเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน และต้องให้ความรู้ทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่น บอกว่าโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถสร้างพลังงานราคาถูกได้นะ และเราก้ต้องบอกเขาด้วยว่า มันก็มีโอกาสที่ จะเกิด อุบัติเหตุแต่เรามีการป้องกันควบคุมที่ดีแล้วมันจะไม่เกิด คือต้องให้ข้อมูลเขาทั้งสองด้าน แล้วเขาจะเชื่อมั่นในว่า คิดคำนวณมาดีแล้วความเชื่อมั่นก็จะสูง
สถานศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ การให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ต้องถ่ายทอดให้กับเขาถึงข้อดีข้อเสียและสิ่งที่ เทคโนโลยี หรือสิ่งต่างๆเกี่ยวกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ว่ามันไม่ได้อันตรายนะ
และอีกจุดหนึ่งที่ประชาชนควรจะทราบคือความจำเป็นของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บางคนอาจจะไม่ทราบว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ กฟผ.เอง เขาต้องพยายามอย่างมากในการเสาะหาพลังงานมาให้ประเทศเราได้ใช้ไม่ใช่ว่า ตอนนี้ก็ยังมีไฟฟ้าใช้นี้ พลังงานนิวเคลียร์ จะเป็นทางเลือก จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในเชิงพลังงาน ”



โรงงานนิวเคลียร์
ภาพจาก http://blogazine.prachatai.com



สำหรับความคืบหน้าของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันซึ่ง ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์เป็นหัวหน้าโครงการอยู่ด้วยนั้น ในส่วนของการร่วมมือกับประเทศฝรั่งเศสได้มีการเดินทางไปดูงาน และจะมีการร่วมมือเพื่อทำการศึกษาร่วมกัน และในส่วนของความร่วมมือกับ IAEA ซึ่งเพิ่งมีการประชุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชั่นไปนั้นก็จะมีการพัฒนาในด้านต่างๆต่อไป


“กับฝรั่งเศสผมได้เดินทางไปดูงานมาเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ไปดูว่าเขาทำงานอย่างไร เครื่องไม้เครื่องมือเป็นอย่างไร เราก็ตกลงความร่วมมือกับเขา ซึ่งมีหลายส่วนที่เราจะร่วมมือกับเขาเช่นร่วมมือทางด้านการศึกษาร่วมมือเกี่ยวกับ ปรากฎการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น และเราจะควบคุมมันอย่างไรซึ่งก่อนจะควบคุมได้เราต้องเข้าใจ ก่อนหากไม่เข้าใจเราก็จะควบคุมมันไม่ได้อันนี้เราก็ได้ มีการแลกเปลี่ยนบุคคลากร รวมทั้งนักวิจัย อาจารย์ นักเรียนไปเรียนรู้ กับเขา ที่โน่นซึ่งมีระบบค่อนข้างดี มีห้องทดลองที่ค่อนข้างดี
ส่วนทาง AIEA ที่เราได้จัด ประชุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีของโรงนิวเคลียร์ฟิวชั่น โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA มา 3 ท่านให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นของเรา ซึ่งคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญนี้บอกว่าประเทศไทยควรมีแผนพัฒนา มีหลักสูตร เพื่อมาผลิตบุคลากรตรงนี้
เราวางแผนว่าเราจะสร้างห้องปฎิบัติการนิวเคลียร์ฟิวชั่นขึ้นมาในประเทศไทย ตอนนี้อยู่ในช่วงเขียนแผนเสนอให้รัฐบาล ในขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญเขาได้ให้โอกาสกับประเทศไทย โดยการส่งตัวแทนของเราไปร่วมศึกษากับเขาเป็นเวลา 1 เดือนโดยจะไปประมาณเดือนหน้า ก็จะอยู่ในประเทศโปรตุเกส หรือในประเทศเชคโกสโวเกียเป็นเวลา 1 เดือน จะไปดูว่าขั้นตอนการทำงานการดำเนินงานเป็นอย่างไรการประกอบห้อง lab ต้องมีองค์ประกอบอะไรไรบ้างที่จำเป็นต่อการสร้างในประเทศไทย ”


ในอนาคตโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แบบฟิสชั่นจะสามารถมีขึ้นได้หรือไม่ในประเทศไทยก็คงต้องขึ้นอยู่กับการศึกษาความเป็นไปได้จากผู้เชขียวชาญในหลายสาขาวิชา และความเห็นพ้องต้องกันของประชาชนชาวไทย แต่เมื่อถามความเห็นของผู้เชียวชาญอย่าง ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์แล้ว ดร.ธวัชชัย ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสังคมไทยในสภาวะการณ์ในปัจจุบัน


“ต้องมีแน่นอนเราไม่มีทางเลือกตอนนี้เพราะทุกวันนี้ความต้องการของเราทางพลังงาน เพิ่มมาขึ้นเรื่อยๆประชากรก็มากขึ้น เราใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเราต้องการปริมาณที่มหาศาลมากดังนั้นทางออกกก็คือไม่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ซึ่งประเทศไทยไม่มี ถ่านหิน เราพอมีแต่ไม่มากพออย่างตอนนี้ถ่านหินที่เราใช้อยู่ เราต้องไป ซื้อจากอินโดนีเซีย ปัญหาของถ่านหินก็คือเขม่าและคาร์บอนไดออกไซต์ ถ้า เรารวมเทคโนโลยีของตัวใหม่ ที่เราต้องนำมาใช้คือคาร์บอนแคปเจอร์เพื่อลดปริมาณของคาร์บอนที่เราต้องใช้ไป ก็จะทำให้ต้นทุนของถ่านหินมีมากขึ้น
ราคาก็จะใกล้เคียงหรือแพงกว่าโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทันที หรือที่เขาพูดกันบ่อยๆเรื่องคาร์บอนเครดิตว่าประเทศไหนที่ ปล่อยคาร์บอนมากก็จะต้อง จ่ายเงินมาก ทำให้ราคา ของไฟฟ้าต่อ หน่วย ก็จะสูงกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พอถึงตอนนั้นโรงงานนิวเคลียร์จะเป็นสิ่งที่ให้พลังงานที่ราคาถูกที่สุดและมีปริมาณ ที่เพียงพอต่อความต้องการของเราได้ มันต้องมีแน่นอน เพียงแต่ว่าถ้าคนไทยยอมจ่ายค่าไฟฟ้าราคาแพงได้ เราก็ไม่จำเป็นแต่ถ้าต้องการพลังงานราคาถูกก็จำเป็นต้องใช้ ”

ข้อมูลจาก วิชาการ.คอม

ระบบการผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม : ทางเลือกใหม่พลังงานไทย

ระบบการผลิตไฟฟ้า-ความร้อนร่วม
ระบบการผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม : ทางเลือกใหม่พลังงานไทย

โดย ผศ.ดร.ปูมยศ วัลลิกุล
ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ภายใต้ความร่วมมือกับบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
_________________________________________________________________________

ระบบการผลิตไฟฟ้า-ความร้อนร่วม ภาคประชาชนในที่นี้หมายถึง

การที่ภาคประชาชนดำเนินกิจการไฟฟ้าในฐานะผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้จำหน่ายไฟฟ้า ทั้งนี้การดำเนินกิจการไฟฟ้าต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการผลิตความร้อน
เพื่อใช้ในกิจการของประชาชนภาคนั้นๆ ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวและยั่งยืน แนวความคิดการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนไม่ได้เป็นแนวความคิดใหม่
ในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรป ระบบไฟฟ้าความร้อนร่วมภาคประชาชน เทียบเคียงได้กับระบบไฟฟ้าความร้อนร่วมขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer แบบ Cogeneration)

ในบ้านเรา ถือเป็นระบบผลิตไฟฟ้าอีกลักษณะหนึ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการ เพื่อเป็นส่วนเสริมให้กับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ในบทความนี้จะกล่าวถึง
เฉพาะระบบผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม (Combined Heat and Power หรือ CHP)
ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในอาคารเท่านั้น

เมื่อผู้ประกอบการประเภทโรงงานหรืออาคารรายใดใช้ไฟฟ้าและความร้อน
(เช่น ในรูปของน้ำร้อนหรือไอน้ำ) ในปริมาณที่สูงจนถึงปริมาณที่
กระทรวงพลังงานกำหนด (1 เมกะวัตต์) จะถูกจัดเป็นผู้ประกอบ
การประเภทโรงงานหรืออาคารควบคุม และหากตั้งอยู่ใกล้แนวท่อก๊าซธรรมชาติ (ทั้งที่เป็นแนวท่อปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้) จะจัดได้ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดในการผันตัวเองเป็นผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าภาคประชาชน








จากการสำรวจข้อมูลโดยใช้ตำบลที่ตั้งของอาคารและโรงงานควบคุม
ที่อยู่ในแนวท่อก๊าซธรรมชาติ พบว่าอาคารและโรงงานควบคุม
ที่มีศักยภาพในการนำระบบ CHP มาใช้มีความเป็นจำนวนมาก และเมื่อพิจารณาสภาพการใช้ไฟฟ้า (ข้อมูลการใช้พลังงานของอาคารและโรงงานควบคุมปีพ.ศ.2546) พบว่ามีอาคารควบคุมที่มีศักยภาพตั้งอยู่ตามแนว
ท่อก๊าซธรรมชาติเหล่านี้ 966 แห่ง โดยในปีดังกล่าวใช้ไฟฟ้า
รวมกันสูงถึง 1,673 ล้านหน่วย (หรือ 1,673 GWh) ซึ่งผู้ประกอบการอาคารต้องซื้อเข้าโดยตรงจากสายส่ง
ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เป็นผู้ผลิตและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตอิสระ (IPP) เพื่อจ่ายให้กับหน่วยงานทั้งสองที่ต้นทาง เพื่อบริการขายให้กับผู้ใช้ที่เป็นภาคประชาชนที่ปลายทาง

แผนภูมิเปรียบเทียบการใช้พลังงานระหว่างการใช้ไฟฟ้าจากส่วนกลางและ
ระบบผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วมในกรณีอาคาร


จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของอาคารควบคุมข้างต้นพบว่า
ปริมาณไฟฟ้า 1,673 ล้านหน่วย ต่อปีนั้น ใช้เพื่อภารกิจของอาคารนั้นๆโดยตรง 1,157 ล้านหน่วย
และใช้เพื่อทำความเย็นภายในอาคาร 516 ล้านหน่วย

สมมุติว่าอาคารเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีทำน้ำเย็นแบบปกติ คือใช้ระบบอัดน้ำยา พลังงานไฟฟ้า 516 ล้านหน่วยดังกล่าวจะรองรับภาระทำความเย็นของอาคารได้ 1,448 ล้านหน่วย


ดังนั้นหากผู้ประกอบการอาคารควบคุมเหล่านี้ ต้องการผันตัวเองเป็นผู้ประกอบการไฟฟ้าชุมชน
ด้วยการนำระบบ CHP มาใช้ แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือ
ใช้เครื่องยนต์ก๊าซร่วมกับเครื่องทำความเย็นแบบดูดกลืน กล่าวคือใช้ก๊าซธรรมชาติ
เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนเครื่องยนต์ก๊าซ ซึ่งใช้ขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และความร้อนจากไอเสียแทนที่จะปล่อยทิ้ง ก็จะนำมาป้อนระบบทำความเย็นแบบดูดกลืน



ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันซึ่งมีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานชั้นต้น (Primary energy)

เป็นพลังงานไฟฟ้า-ความร้อนเพื่อใช้ประโยชน์ที่ปลายทางที่ 80% พลังงานชั้นต้น 4,597 ล้านหน่วยจะผลิตความร้อนเพื่อรองรับภาระการทำความเย็นได้ 1,448 ล้านหน่วย

และผลิตไฟฟ้าได้ 1,751 ล้านหน่วย ซึ่งส่วนหนึ่งใช้ในอาคารโดยตรง 1,157 ล้านหน่วย
อีกส่วนหนึ่ง (594 ล้านหน่วย) เป็นไฟฟ้าจ่ายกลับคืนให้กับระบบสายส่ง ซึ่งปริมาณดังกล่าวต้องใช้พลังงานชั้นต้นในการผลิตในโรงไฟฟ้าปกติถึง 1,559 ล้านหน่วย ดังนั้นพลังงานชั้นต้นสุทธิที่ภาคอาคารควบคุมใช้จะเท่ากับ 4,597-1,559 = 3,038 ล้านหน่วย และเมื่อเปรียบเทียบพลังงานชั้นต้นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ 4,391 ล้านหน่วยแล้ว

จะประหยัดพลังงานชั้นต้นได้ทั้งสิ้น 4,391-3,038 = 1,353 ล้านหน่วย หรือ 30.8% ซึ่งเทียบเท่ากับกำลังไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ขนาดใหญ
่ถึง 500 เมกกะวัตต์ (MW) หนึ่งโรงทีเดียว






ในแง่ความคุ้มทุนเชิงเศรษฐศาสตร์ในภาพรวมของกลุ่มอาคารควบคุมดังกล่าว
พบว่า ต้นทุนระบบ CHP เพื่อการผลิตไฟฟ้าข้างต้นจะอยู่ในราคา 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเมกกะวัตต์

หากระบบ CHP มีกำลังผลิต 500 เมกกะวัตต์ จะลงทุนทั้งสิ้น 650 ล้านเหรียญสหรัฐ
(หรือประมาณ 26,017 ล้านบาท) หากราคาก๊าซธรรมชาติคือ 0.85 บาทต่อหน่วยพลังงาน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้กับระบบทั้งหมดในรูปพลังงานชั้นต้น 4,597 ล้านหน่วย
จะเป็น 3,907 ล้านบาท ต้นทุนนี้สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายคืนให้กับ กฟน. หรือ

กฟภ. (594 ล้านหน่วย) ในราคา 2.8 บาทต่อหน่วย คิดเป็นรายได้ทั้งสิ้น 1,663 ล้านบาทต่อปี

ดังนั้นต้นทุนเชื้อเพลิงสุทธิของระบบ CHP จึงเป็นเงิน 2,244 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่การซื้อไฟฟ้า 1,673 ล้านหน่วยจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะต้องเสียเงินทั้งสิ้น 4,685 ล้านบาทต่อปี

ดังนั้นการใช้ระบบ CHP จะช่วยประหยัดได้ถึง 2,441 ล้านบาทต่อปี คิดระยะเวลาคืนทุนอย่างง่ายได้ 10.6 ปี อย่างไรก็ตามระยะเวลาคืนทุนนี้จะลดลงถ้ามีมาตราการสนับสนุนต่างๆจากภาครัฐ
เช่นถ้ากำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าสูงขึ้น 30% ระยะเวลาคืนทุนจะลดเหลือ 8.9 ปี และจะลดลงเหลือ 6.3 ปี หากค่าไฟฟ้าพื้นฐานมีราคาสูงขึ้นเป็น 3.3 บาทต่อหน่วย







ในแง่สิ่งแวดล้อมการใช้ระบบ CHP ส่งผลให้มีการลดปริมาณการปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้โดยตรง

เพราะการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล
จะปลดปล่อยมวลคาร์บอนในอัตรา
0.117 กิโลกรัมคาร์บอนต่อหน่วยไฟฟ้า (kgC/kWh)

หรือคิดเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์
ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก 0.43 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย

(kgCO2/kWh) ดังนั้นการผลิตไฟฟ้า
ด้วยโรงไฟฟ้าปกติจำนวน 1,673 ล้านหน่วย
จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 719,000 ตัน
ส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าจะ
ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในอัตรา 0.19
กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย




ดังนั้นการผลิตไฟฟ้า 4,597 ล้านหน่วย จะปล่อยก๊าซดังกล่าว 873,000 ตัน แต่การใช้ระบบ CHP จะมีไฟฟ้าจ่ายคืนกลับให้กับระบบส่งไฟฟ้า 594 ล้านหน่วย ทำให้ลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 255,000 ตัน ซึ่งทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ระบบ CHP เพิ่มขึ้นสุทธิ 618,000 ตัน ซึ่งต่ำกว่าปริมาณที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าแบบเดิม 14%





การประเมินศักยภาพดังกล่าวข้างต้น เป็นการประเมินในลักษณะ
ที่อาคารควบคุมทุกๆอาคารที่อยู่ตามแนวท่อก๊าซธรรมชาติผันตัวเอง
เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าภาคประชาชน ซึ่งตัวเลขศักยภาพต่างๆที่ได้อาจสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตาม การที่ภาคประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการอาคารควบคุมสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ขณะเดียวกันก็ผลิตความร้อนเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานในการปรับอากาศในอาคารนั้น

ถือเป็นการใช้พลังงาน ณ ตำแหน่งที่ผลิต ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียพลังงานในสายส่งไฟฟ้า ลดภาระการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ประหยัดพลังงานชั้นต้นและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษโดยรวมของประเทศ ดังนั้นแนวคิดด้านการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชน จึงเป็นทิศทางในการดำเนินการผลิตไฟฟ้าเพื่อเป็นส่วนเสริม ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ที่ยังคงมีความจำเป็นต้องขยายตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการปรับปรุงคุณภาพชีวิต
////////////////////

ขอบคุณข้อมูลจาก วิชาการ.คอม

การนำเอาแสงแดดมาทำให้เกิดความเย็น

การนำเอาแสงแดดมาทำให้เกิดความเย็น


พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานจากธรรมชาติที่ถือว่าเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดและการนำเอาพลังงานประเภทนี้มาประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์หรือระบบต่างๆในชีวิตประจำวันก็ช่วยให้เราลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลงไปได้มาก



นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นและพัฒนาวิธีการนำเอาแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมาทำให้ระบบทำความเย็นทำงานได้เหมือนดังตู้เย็นทั่วไปที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นตัวให้พลังงานในการทำงานเพื่อทำความเย็น โครงงานนี้มีชื่อว่า MEDISCO และถือว่าเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Fraunhofer Institute for Solar Energy System ISE เมืองไฟร์บูร์ก ประเทศเยอรมันนี


โดยนักวิทยาศาสตรํได้เปิดเผยถึงข้อมูลที่ได้จากการทดลองและความเป็นไปได้ในการนำเอาแสงอาทิตย์มาช่วยทำระบบทำความเย็นทำงานได้ ซึ่งการทดลองใช้งานระบบไปก็มีที่โรงกลั่นเหล้าองุ่นในเมืองทูนิเซีย และโรงรีดนมในโมรอกโค และพบว่าการทำงานของระบบเป็นที่น่าใจและมีความเป็นไปได้ที่จะทำการพัฒนาระบบนี้ให้สามารถใช้งานได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมต่างๆ โรงงานมหาวิทยาลัยและครัวเรือนที่ต้องการ โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ในภูมิภาคแถบเมดิเตอร์ริเนียนที่มีการส่องสว่างของแสงอาทิตย์ที่ยาวนานในแต่ละวัน และในบางฤดูกาลก็มีระยะเวลาของกลางวันที่ยาวนานกว่ากลางคืน


การใช้งานระบบทำความเย็นจากแสงอาทิตย์ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่แสนแพงในการจ่ายค่าไฟในแต่ละเดือน และยังช่วยลดการทำงานสภาวะแวดล้อมของโลกได้อีกด้วย




ระบบทำความเย็นจะทำงานตลอดเวลาที่การส่องสว่างของแสงอาทิตย์ นั่นก็หมายความว่าการที่ภายนอกมีอากาศที่ร้อน ระบบจะสามารถสร้างความเย็นเกิดขึ้นภายในได้มากขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์จะตรงข้ามกัน การแช่เนื้อสัตว์ ผัก นม หรืออาหารที่เสียง่ายเมื่อเจออากาศร้อนก็จะช่วยถนอมอาหารได้เป็นอย่างดี เหมือนการเก็บอาการเหล่านี้ในตู้เย็น




ระบบที่จะมีการติดตั้งแผ่นดูดซับความร้อนที่ได้มาจากแสงอาทิตย์ และความร้อนที่เก็บกักได้สามารถทำให้น้ำเดือดได้ถึง 200 องศา และความร้อนนี่เองจะกลายเป็นพลังงานที่ส่งไปยังระบบทำความเย็นแทนที่พลังงานไฟฟ้า และพลังงานและขั้นตอนการทำงานก็จะผ่านกระบวนการจนได้อุณหภูมิที่ 0 องศาเป็นผลลัพธ์




ในตอนนี้ โครงการ MEDSICO ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองและคาดว่าจะสามารถนำไปใช้ทั่วไปในฟาร์ม อุตสาหกรรรม และ โรงงานที่ต้องการตู้เก็บความเย็นในการเก็บกักอาหาร และสินค้า โครงงานนี้ได้รับเงินสนับสนุนจาก European Commission โดย Polytechnic University of Milan




ที่มา






โดย


ธนัช

พลังงานชีวมวล

เทคโนโลยี พลังงานชีวมวล

การสันดาป (Combustion Technology) การสันดาปเป็นปฏิกิริยา การรวมตัวกันของเชื้อเพลิงกับออกซิเจนอย่างรวดเร็วพร้อมเกิดการลุกไหม้และ คายความร้อน ในการเผาไหม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ออกซิเจนล้วนๆ แต่จะใช้อากาศแทนเนื่องจากอากาศมีออกซิเจนอยู่ 21% โดยปริมาณ หรือ 23% โดยน้ำหนัก

การผลิต เชื้อเพลิงเหลว (Liquidification Technology)
การผลิต ก๊าซเชื้อเพลิง (Gasification Technology)
กระบวนการ Gasification เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่มีอยู่ในชีวมวลที่สำคัญกระบวนการหนึ่ง ของการเปลี่ยนแปลงแบบ Thermal Conversion โดยมีส่วนประกอบของ Producer gas ที่สำคัญได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรเจน (H2) และมีเทน (CH4)


การผลิตก๊าซโดยการ หมัก (Anaerobic Digestion Technology)
การผลิตก๊าซจากชีวมวลทางเคมี ด้วยการย่อยสลายสารอินทรีย์ในที่ไม่มีอากาศหรือไม่มีออกซิเจนซึ่งเรียกว่า ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ได้ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นหลัก

การผลิตไฟฟ้าโดย ใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง

เตาแก๊สชีวมวลเป็นเตาที่จัดสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับการหุงต้มอาหารในครัว เรือน โดยใช้เศษไม้และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง โดยมีหลักการทำงานแบบการผลิตแก๊สเชื้อเพลิงจากชีวมวล (Gasifier) แบบอากาศไหลขึ้น (Updraf Gasifier) เป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงในที่ที่จำกัดปริมาณอากาศให้เกิดความร้อนบางส่วน แล้วไปเร่งปฏิกริยาต่อเนื่องอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิงแข็งให้กลายเป็นแก๊สเชื้อเพลิง ที่สามารถติดไฟได้ ได้แก่ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) แก๊สไฮโดรเจน (H2) และแก๊สมีเธน (CH2) เป็นต้น
 
 
 
ข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ข้อมูลการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรม


ข้อมูลของถ่านหินจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ


ถ่านหินภายในประเทศ

     
1. แหล่งและปริมาณสำรองของถ่านหินในประเทศ
ประเทศไทยมีปริมาณสำรองถ่านหินมากกว่า 2,000 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้คิดเป็นปริมาณสำรองที่ประเมินแล้ว (Measured Reserve) ประมาณ 1,100 ล้านตัน แหล่งถ่านหินส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศ โดยมีศักดิ์ของถ่านหิน (Coal Rank) อยู่ในระดับลิกไนต์ (Lignite) ซับบิทูมินัส (Sub-Bituminous) จนถึงบิทูมินัส (Bituminous) มีบ้างที่มีศักดิ์เป็นแอนทราไซต์ (Anthracite) แต่มีปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งพบได้ที่แหล่งในจังหวัดเลย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2. การผลิตถ่านหินในประเทศ
ถ่านหินของประเทศส่วนใหญ่มาจากเหมืองของแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งในปี พ.ศ. 2543 มีปริมาณการผลิตลิกไนต์ถึง 13.6 ล้านตัน คิดเป็นปริมาณมากกว่า 3 ใน 4 ของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีแหล่งผลิตถ่านหินสำคัญอีก 3 แหล่ง คือ แหล่งที่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีกำลังการผลิตรวม 1.9 ล้านตัน แหล่งที่ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ปริมาณการผลิต 1.6 ล้านตัน และแหล่ง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยามีประมาณการผลิต 0.2 ล้านตัน ซึ่งทั้ง 3 แหล่งนี้ดำเนินการผลิตโดยบริษัทเอกชน นอกจากนี้มีการผลิตจากแหล่งอื่นๆ เล็กน้อยรวมกันแล้วประมาณ 0.4 ล้านตัน



ถ่านหินที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ


ประเทศไทยมีการนำเข้าถ่านหินคุณภาพสูง โดยมีการนำเข้าถ่านหินบิทูมินัสในปริมาณมากที่สุด เนื่องจากแหล่งถ่านหินส่งออกของภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่ผลิตถ่านหินบิทูมินัส ซึ่งมีคุณภาพดี โดยในปี 2544 มีมูลค่ากว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการนำเข้าถ่านหินทั้งหมด รองลงมาได้แก่ถ่านหินแอนทราไซต์ และถ่านโค้กและเซมิโค้ก ตามลำดับ โดยมีปริมาณนำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียมากที่สุดประมาณร้อยละ 65 รองลงมาได้แก่ เวียดนาม พม่า ออสเตรเลีย จีน ลาว และอื่นๆ ตามลำดับ เนื่องจากการเลือกใช้ถ่านหินขึ้นอยู่กับคุณภาพและระยะทางขนส่ง การนำเข้าถ่านหินจึงมาจากประเทศใกล้เคียง เพื่อให้ได้ถ่านหินที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมนั่นเอง



การใช้ถ่านหินในประเทศไทยและแนวโน้มในอนาคต


 การใช้ถ่านหินภายในประเทศจำกัดอยู่ในลักษณะที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสันดาปโดยตรง และใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตและใช้ความร้อนใน 2 ภาค การผลิต คือ
1)ภาคการผลิตไฟฟ้า (Power Sector)
2)ภาคอุตสาหกรรม (Non-power Sector or Industrial Sector)
     ถ่านหินที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตภาคไฟฟ้าถึงร้อยละ 81 ที่เหลือร้อยละ 19 ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรียงตามลำดับการใช้จากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ อุตสาหกรรมซีเมนต์ กระดาษ เยื่อไฟเบอร์ อาหาร ปูนขาว ใบยาสูบ โลหะ แบตเตอรี่ และอื่นๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ศักยภาพของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

ผลกระทบจากการใช้ถ่านหินในปัจจุบัน


             ในสภาพปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานเริ่มปรากฎชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นการเผาไหม้ถ่านหินโดยตรงในปัจจุบันและอนาคต จำเป็นที่จะต้องมีระบบการกำจัดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ก่อนที่จะปล่อยออกสู่บรรยากาศ ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตพลังงานสูงขึ้นและก็ยังมีปัญหาที่ต้องพัฒนาเพื่อแก้ไขอยู่ตลอด ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบการกำจัดก๊าซ SO2 โดย Wet Process ถึงแม้ว่าจะสามารถกำจัด SO2 ออกได้ แต่ก็ยังก่อให้เกิดมลสารที่เกิดจากระบบกำจัดอีกเช่น Slurry ของ CaSO4 เป็นต้น และไม่สามารถกำจัด NOx ได้ ปัจจุบันได้มีกระบวนการ Dry Process แต่ก็ยังมีประสิทธิภาพต่ำทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง เทคโนโลยีการผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากถ่านหิน (Coal Gasification) และ Coal Water Mixture เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีแนวโน้มที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยสามารถลดได้ทั้งปริมาณซัลเฟอร์ และ NOx รวมทั้งอาจจะลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงอีกด้วย


การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง


         มีการพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่นและจีน ทำให้เทคโนโลยีนี้แพร่หลายมากขึ้นและมีราคาถูกลง ตัวอย่างในประเทศจีน ได้ประมาณว่ามีโรงงานผลิตก๊าซจากถ่านหินเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากกว่า 10,000 แห่ง และมีโรงงานที่มีศักยภาพในการผลิต Coal Water Mixture หลายโรงงาน



ปริมาณสำรองของถ่านหิน


        มีปริมาณสำรองของถ่านหินจำนวนมากเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นถ้ามีวิธีการนำมาใช้ที่เหมาะสมก็สามารถใช้ได้นานไม่น้อยกว่า 200 ปี เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะหมดไปในระยะเวลา 40-60 ปีนี้



ศักยภาพของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด


    ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจำกัดอยู่เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้า เช่น อุตสาหกรรมการผลิตปูนซิเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตกระดาษ เป็นต้น เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินยังไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจะสามารถช่วยลดและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ก็ตาม

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังเช่น ในปี 2547 และ 2548 ดำเนินโครงการออกแบบรายละเอียดเทคโนลียีแบบ Circulating Fluidized Bed Combustion ให้กับโรงงานผลิตกระดาษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงและช่วยลดปริมาณมลพิษที่จะเกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง




ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ความสำคัญของพลังงานถ่านหิน

ความสำคัญของพลังงานถ่านหิน


       ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในอดีตจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมถ่านหินซึ่งรวมทั้งการสำรวจ การผลิตและการใช้นั้นได้มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศในยุโรป สำหรับภายในประเทศไทยนั้นถึงแม้จะมีปริมาณสำรองถ่านหินอยู่มากกว่า 2,000 ล้านตัน แต่ส่วนใหญ่เป็นถ่านหินที่มีชั้นคุณภาพต่ำ ตั้งแต่ลิกไนต์ (Lignite) จนถึง ซับบิทูมินัส (Sub-bituminous) อีกทั้งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอดีตทำให้การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมีปริมาณไม่มากหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตามในอนาคตคาดว่าจะมีการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกและมีปริมาณสำรองมากเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น แต่ทั้งนี้การนำถ่านหินมาใช้ผลิตพลังงานจะต้องใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเพื่อกำจัดสารพิษที่ปลดปล่อยออกมาในกระบวนการผลิตและการใช้ถ่านหิน


ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

พลังงานลม

ลมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้ หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่างๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น

เทคโนโลยีกังหันลม
กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้ เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ หรือในปัจจุบันใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ประโยชน์มีมาตั้งแต่ชนชาวอียิปต์โบราณและมีความต่อ เนื่องถึงปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ของลมและหลัก วิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่างๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และประสิทธิภาพสูงสุด

รูปแบบเทคโนโลยีกังหันลมกังหันลมสามารถแบ่งออกตาม ลักษณะการจัดวางแกนของใบพัดได้ 2 รูปแบบ คือ
1. กังหันลมแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Turbine (VAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่นที่ของลมในแนว ราบ
2. กังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Turbine (HAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ
โดยมีใบพัดเป็นตัวตั้งฉากรับแรงลม

ส่วนประกอบของ เทคโนโลยีกังหันลม1. กังหันลมเพื่อสูบน้ำ (Wind Turbine for Pumping) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล
เพื่อใช้ในการชักหรือสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงเพื่อใช้ในการเกษตร การทำนาเกลือ การอุปโภคและการบริโภค
ปัจจุบันมีใช้อยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบระหัด และ แบบสูบชัก
2. กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า (Wind Turbine for Electric) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล
จากนั้นนำพลังงานกลมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันมีการนำมาใช้งานทั้ง กังหันลมขนาดเล็ก (Small Wind Turbine) ฅ
และ กังหันลมขนาดใหญ่ (Large Wind Turbine)

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ 
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตาม ธรรมชาติ เป็นพลังงานที่สะอาด ปราศจากมลพิษ และเป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูง ในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สามารถจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน
1) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ได้แก่ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบสำหรับใช้งานในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้า อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับแบบอิสระ
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับผลิตไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าโดยตรง ใช้ผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง หรือพื้นที่ที่มีระบบจำหน่ายไฟฟ้าเข้าถึง อุปกรณ์ระบบที่สำคัญประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับชนิดต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และเครื่องยนต์ดีเซล ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น โดยรูปแบบระบบจะขึ้นอยู่กับการออกแบบตามวัตถุประสงค์โครงการเป็นกรณีเฉพาะ
2) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน ได้แก่ การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
เป็นการผลิตน้ำร้อนชนิดที่มีถังเก็บอยู่สูงกว่าแผงรับแสงอาทิตย์ ใช้หลักการหมุนเวียนตามธรรมชาติ
เหมาะสำหรับการใช้ผลิตน้ำร้อนจำนวนมาก และมีการใช้อย่างต่อเนื่อง
เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำร้อนจากแสงอาทิตย์มาผสมผสานกับความร้อนเหลือทิ้งจากการระบายความร้อนของเครื่องทำความเย็น หรือเครื่องปรับอากาศ โดยผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
การอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งาน 3 ลักษณะ คือ
เป็นระบบที่เครื่องอบแห้งทำงานโดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และกระแสลมที่พัดผ่าน
เป็นระบบอบแห้งที่มีเครื่องช่วยให้อากาศไหลเวียนในทิศทางที่ต้องการ เช่น มีพัดลมติดตั้งในระบบเพื่อบังคับให้มีการไหลของอากาศผ่านระบบ
เป็นระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และยังต้องอาศัยพลังงานในรูปแบบอื่นๆ ช่วยในเวลาที่มีแสงอาทิตย์ไม่สม่ำเสมอ หรือต้องการให้ผลิตผลทางการเกษตรแห้งเร็วขึ้น
ศักยภาพ
1) ศักยภาพรังสีรวม
(เป็นค่ารวมรายวันเฉลี่ยต่อเดือนของจังหวัดและอำเภอ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536-2541)
2) ศักยภาพแสงสว่างธรรมชาติ
3) ขอข้อมูล
การใช้งาน
1) ข้อมูลของ พพ.
2) ข้อมูลของประเทศ
คู่มือและแผ่นพับ
เรื่องอื่นๆ
1) กฎระเบียบ
2) องค์ความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์
3) ทั่วไป
thaisolarheat



ข้อมูลจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

ยิ่งน้ำมันราคาสูง พลังงานทดแทนอื่นๆยิ่งเกิดขึ้น

พลังงานที่ได้จากลมนับเป็นพลังงานทดแทนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ห่างออกไปจากช่องแคบยิบรอลต้า เป็นที่ตั้งของแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลมตาริฟาที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของสเปน ทวีปยุโรปได้ชื่อว่าใช้พลังงานลมมาผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่าทวีปอื่นๆของโลก โดยเฉพาะที่สเปนใช้กระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมมากเป็นอันดับสองของทวีปรองจากเยอรมนี

เนื่องจากพลังงานลมเป็นพลังงานทดแทนที่ราคาถูกกว่าน้ำมันมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นกังหันลมแบบนี้ได้ทั่วไปในหลายประเทศของยุโรป แต่พลังงานแบบนี้ก็มีข้อจำกัด เพราะมันจะใช้ได้กับบริเวณที่มีกระแสลมแรงเท่านั้น

แต่ด้วยความไม่หยุดนิ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนแบบใหม่ ชื่อพลังงานแบบ “โฟโต้วอลเทอิค-photovoltaic” จึงได้รับการกล่าวถึงบ่อยขึ้น แผงโซล่า เซลล์แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ใช้หลักการรวมแสงโดยกระจกเงาและนำความร้อนที่ได้ไปทำให้น้ำเดือดจากนั้นนำไอน้ำที่ได้มาผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งต้องผ่านขั้นตอนมากมาย แต่นี่เรียกว่าแผงโฟโต้วอลเทอิค หรือ PV ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยพลังงานที่ได้จากแผงพีวีนี้เกิดจากปฏิกิริยาของซิลิคอนที่ บรรจุอยู่ภายใน และพลังงานที่ได้ก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าหากวางแผงพีวีในพื้นที่ที่มีขนาดเพียง 1%ของพื้นที่ทะเลทรายที่มีอยู่ทั่วของโลก จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 10%ของความต้องการใช้ของทั่วโลก แต่อุปสรรคใหญ่ของการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยแผงพีวีคือ ราคาของซิลิคอนที่ยังสูงเกินไปโดยเทียบได้กับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากน้ำมัน
ดังนั้นหลายคนจึงมองไปถึงพลังงานจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานชีวะภาพหรือพลังงานสะอาดที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไม้ หรือซากพืชผลทางการเกษตร อย่างที่สเปนผลิตพลังงานชีวะภาพจากมะกอก

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากมีการพัฒนาพลังงานชีวะภาพอย่างจริงจังในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม พลังงานที่ได้จะสามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้มากกว่า 100 ล้านหลังคาเรือนในอีก 15 ปี.

จากคุณ Wit-Tha-Ya 

แนวโน้มพลังงาน ไทย-โลก

พลังงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกมีการพัฒนาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ พลังงานได้เป็นสินค้าที่มีความเป็นสากล (International) มีการซื้อขายกันทั่วโลก ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ น้ำมันปิโตรเลียม และพลังงานประเภทอื่นซึ่งขนย้ายได้ยาก เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า ก็ได้มีการขยายเครือข่ายการขนส่ง ท่อ และสายส่งระหว่างประเทศมากขึ้น เช่น ในยุโรป อเมริกา และ อาฟริกา ทำให้การค้าพลังงานระหว่างประเทศมีความสำคัญและมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพลังงานเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกๆ อย่าง จึงมีความสำคัญต่อทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

อย่างไรก็ตามการจัดหาให้ได้พลังงานมา และการนำพลังงานไปใช้ ล้วนแต่ต้องอาศัยการลงทุนปริมาณมหาศาล ดังเช่น ทบวงพลังงานโลก หรือ IEA (International Energy Agency) ได้ประมาณการไว้ว่าในช่วงปี 2001-2030 โลกต้องลงทุนในกิจการพลังงานถึง 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยร้อยละ 60 (640 ล้านล้านบาท) ของการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนในกิจการไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการผลิตไฟฟ้า และการสร้างสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้า

โดยตัวเลขที่น่าสนในใจคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยร้อยละ 32 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในโลกจะมาจากภูมิภาคนี้ ที่สำคัญคือ ประชาชนและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องใช้ไฟฟ้า ดังนั้นทุกประเทศจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในกิจการไฟฟ้าให้เพียงพอ นั่นก็คือ ไม่ลงทุนไม่ได้ ซึ่งไฟฟ้าเป็นกิจการที่เป็น Capital Intensive การลงทุนจึงมีปริมาณมหาศาลในแต่ละปี

การจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอจึงเป็นภาระที่สำคัญของรัฐบาลของทุกประเทศต้องวางแผนในการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากกิจการไฟฟ้าเป็นกิจการที่อาศัยเงินลงทุนสูงมาก การเข้าหาแหล่งทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ บริษัทไฟฟ้าเอกชน และบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ได้ในต้นทุนที่ต่ำ จะเป็นผู้มีความได้เปรียบในการลงทุน ทั้งทางด้านขนาดของกิจการที่จะลงทุน และต้นทุนที่ใช้ในการลงทุน กิจการไฟฟ้าจึงกลายเป็นกิจการที่มีการแข่งขันไร้พรมแดน ผู้ใดที่บริหารได้ต้นทุนต่ำสุดก็คือผู้ชนะความได้เปรียบด้านลงทุนจะเป็นของบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีเครือข่ายทางการเงินที่กว้างขวาง สามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำ มีความทันสมัยด้านเทคโนโลยี และสามารถหาเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนได้ง่าย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาล หากไม่สามารถหาเงินลงทุนได้มากเพียงพอ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งภาคเอกชนที่มีศักยภาพมากที่สุดทั้งทางด้านการเงิน และเทคโนโลยีก็คือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ที่ต้องการขยายการลงทุนนอกขอบเขตประเทศของตน ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวอย่างของหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา และแม้แต่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีบริษัทไฟฟ้าข้ามชาติเข้าไปดำเนินการหลายราย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียนั้น การจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทุกประเทศได้มีการดำเนินการ ทั้งการหาพันธมิตร การออกไปแสวงหาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดหาพลังงานของประเทศในภูมิภาคนี้ก็ คือ ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานที่สำคัญในภูมิภาค

จีนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และแน่นอนการใช้ไฟฟ้าก็ต้องมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตามไปด้วย นอกจากอัตราเติบโตที่รวดเร็วแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ ขนาดของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งมีประชากรกว่าพันล้านคน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงมหาศาล ซึ่งความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนคำนึงถึงอย่างมาก เพราะต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ที่มั่นคง แต่เนื่องจากแหล่งพลังงานในภูมิภาคมีจำกัด ทุกประเทศจึงต้องแข่งขันกันในการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการแข่งขันด้านการลงทุนและการจัดหาเชื้อเพลิง นั้น ผู้ที่จะชนะได้ต้องมีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และที่สำคัญคือต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์กรนำด้านพลังงาน (หรือ National Champion) ของแต่ละประเทศจะต้องเป็นแกนหลักในการเข้าหาแหล่งทุนและแหล่งเชื้อเพลิง และแต่ละประเทศก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้องค์กรนำด้านพลังงานของประเทศตนเป็นบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติของต่างประเทศ ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้บริษัทไฟฟ้าข้ามชาติมาเป็นองค์กรนำด้านไฟฟ้าของประเทศ มีอิทธิพลครอบงำประเทศ ก็ต้องพัฒนาบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติให้มีความแข่งแกร่งทางด้านเงินทุน และ ที่สำคัญต้องมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ และออกไปแข่งขันนอกอาณาเขตประเทศตนได้

สำหรับประเทศไทยนั้น การที่กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยจะสามารถดำเนินอยู่และเจริญเติบโตได้ในสภาวะของโลกซึ่งมีการแข่งขันด้านกิจการไฟฟ้าอย่างไร้พรมแดนนั้น ต้องมีการปรับตัวเองให้พร้อม เมื่อโลกเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็ย่อมถูกกลืนเข้าไปในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่จะกลืนเรานั้นก็คือ ทุนข้ามชาติ ที่มีการเคลื่อนย้ายและลงทุนอย่างไร้พรมแดนทางเลือกของเราก็คือ จะโต้อยู่บนคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง หรือ ถูกกลืนไปกับความเปลี่ยนแปลง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจไทยนั้น ทำให้เราต้องมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะต้องมีการลงทุนปริมาณมหาศาลตามมาเพื่อรองรับความต้องการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การที่จะได้มาซึ่งต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุดนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ (Key Factor) ปัจจัยแรกของกิจการไฟฟ้า ปัจจัยที่สองที่ตามมาก็คือ การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตัวเองให้เทียบระดับสากล

ที่มา : เว็บไซต์ http://www.thaienergynews.พฤศจิกายน 2547สุวิทย์ สุทธิจิระพันธ์ (suwits@mfa.go.th)